เที่ยวอู๋ซี เซี่ยงไฮ้น้อยแห่งเมืองจีน
01 เมษายน 2559

อู๋ซี  เป็นเมืองอุตสาหกรรมเก่าในมณฑลเจียงซู สาธารณรัฐประชาชนจีน บริเวณที่ลุ่มปากแม่น้ำแยงซี มีทะเลสาบไท่หูพาดผ่านแบ่งเมืองออกเป็นสองส่วน ทางทิศจะวันตกมีอาณาเขตติดกับฉางโจว และทางทิศตะวันออกติดกับซูโจว เนื่องจากเป็นเมืองที่ได้รับการพัฒนาเมื่อไม่นานมานี้ จึงถูกขนานนามว่า "เซี่ยงไฮ้น้อย" มีชื่อเสียงในฐานะที่เป็นหนึ่งในเมืองต้นกำเนิดอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจสมัยใหม่ของจีน และยังเป็นบ้านเกิดของนักธุรกิจที่มีชื่อเสียงหลายคนในสมัยศตวรรษที่ 20 ที่มีส่วนสร้างเมืองเซี่ยงไฮ้ให้เป็นเมืองเศรษฐกิจสมัยใหม่อีกด้วย

 

ภูมิศาสตร์

เมืองอู๋ซีมีอาณาเขตติดต่อกับเมืองฉางโจวทางด้านตะวันตก และติดกับซูโจวทางด้านตะวันออก ทิศเหนือติดกับแม่น้ำแยงซี ฝั่งตรงข้ามของแม่น้ำคือเมืองไท่โจว ส่วนทิศใต้ติดกับมณฑลเจ้อเจียง การวางผังเมืองอู๋ซีเป็นไปตามลักษณะของเมืองยุคเก่าของจีนอีกหลายเมือง คือผังเมืองเป็นรูปวงกลม ภายในเมืองมีคลองสายเก่าหลายสายตัดไขว้กันทั่วไป ปัจจุบันคลองสายหลักยังเป็นเส้นทางสัญจรของเรือขนาดใหญ่

 

ภูมิอากาศ

สภาพอากาศในเมืองอู๋ซีจะร้อนชื้นในฤดูร้อน และหนาวเย็นในฤดูหนาว อุณหภูมิเฉลี่ยทั้งปีประมาณ 18 °C (แม่แบบ:Convert/proundT0 °F) มีหิมะตกไม่บ่อยนัก และเนื่องจากตั้งอยู่ใกล้กับ ทะเลจีนตะวันออก (East China Sea) จึงมีช่วงฤดูมรสุมที่จะมีปริมาณน้ำฝนมากเกือบ 100 ซม. (39 นิ้ว) ต่อปี

 

ประชากร

ข้อมูลจากการสำรวจสำมะโนประชากรของจีนประจำปี 2010 เมืองอู๋ซีซึ่งรวมพื้นที่การปกครองทั้งหมด (the prefecture-level of Wuxi) มีจำนวนประชากรทั้งสิ้น 6,372,624 คน โดยในปี ค.ศ. 2000 มีประชากรจำนวนอยู่เพียง 1,192,777 คน จึงมีอัตราการเพิ่มจำนวนประชากรอยู่ที่ 2.09% ต่อปี ในช่วงปี ค.ศ. 2000-2010 

เมืองอู๋ซี

เมืองอู๋ซีก่อตั้งขึ้นเมื่อ 3,000 ปีก่อนโดยเจ้าชายสองพระองค์ผู้ลี้ภัยมาจากตอนเหนือของจีน ทั้งสองพระองค์เรียกดินแดนบริเวณนี้ว่า ′เหมย′ (Mei) เนื่องจากมีการขุดทำเหมืองดีบุกในบริเวณใกล้เคียง เมืองนี้จึงเป็นที่รู้จักในชื่อว่า ′หยูซี′ (Youxi - เมืองที่มีดีบุก) จนกระทั่งแร่ดีบุกจึงขุดจนหมดเมื่อประมาณปี พ.ศ. 568 เมืองนี้จึงถูกเรียกในชื่อปัจจุบัน

 

สมัยราชวงศ์โจว

ตามที่ระบุไว้ใน สื่อจี้ หรือสารานุกรมด้านประวัติศาสตร์จีน ช่วงศตวรรษที่ 11 ก่อนคริสตศักราช (11th century BC) เจ้าชายสองพระองค์แห่งราชวงศ์โจว คือ เจ้าชายไท่โป๋  และจ้งยง  ทั้งสองพระองค์ได้สละสิทธิ์ในการสืบพระราชบัลลังก์ต่อจากพระบิดา คือจักรพรรดิไท่ แห่งราชวงศ์โจว ออกมาก่อตั้งอาณาจักรใหม่ในบริเวณเมืองอู๋ซีนี้

 

แคว้นอู๋ มีเมืองหลวงแห่งแรกชื่อ เหมยหลี่ ซึ่งคาดว่าจะเป็นบริเวณหมู่บ้านเหมยชุน  ในอู๋ซี (มีข้อมูลอื่นที่บันทึกว่าบริเวณที่ตั้งของเมืองหลวงเหมยหลี่อยู่ใกล้กับบริเวณเมืองซูโจวปัจจุบัน) เจ้าชายไท่โป๋และเจ้าชายจ้งยง ทั้งสองพระองค์ได้ช่วยกันพัฒนาด้านเกษตรกรรมและระบบชลประทานจนทำให้แคว้นอู๋กลายเป็นพื้นที่เกษตรกรรมที่มีความเจริญเป็นอย่างมาก เมื่อจักรพรรดิไท่โป๋ทรงเสด็จสวรรคตลงโดยไม่มีราชบุตรสืบต่อ เจ้าชายจ้งยงผู้เป็นพระอนุชาจึงเสด็จขึ้นครองราชย์ต่อในฐานะสมเด็จพระจักรพรรดิแห่งอู๋ (king of Wu)

 

ยุคชุนชิวและยุคจั้นกั๋ว

แคว้นอู๋มีความเข้มแข็งเป็นอย่างมากในยุคชุนชิว  โดยมีซุนวู ผู้เขียน "ตำราพิชัยสงครามของซุนวู" อันเลื่องชื่อ เป็นผู้ดูแลด้านการทหารให้แก่องค์จักรพรรดิ อาณาจักรอู๋จึงถือได้ว่าเป็นหนึ่งในเจ็ดอาณาจักรที่เข้มแข็งที่สุดในสมัยนั้น[ต้องการอ้างอิง] ต่อมาเมื่อ 473 ปีก่อนคริสต์ศักราช แคว้นอู๋พ่ายแพ้แก่แคว้นเยว่ (ปัจจุบันคือ มณฑลเจ้อเจียงและมณฑลฝูเจี้ยน) และเมื่อ 334 ปีก่อนคริสต์ศักราชแคว้นฉู่ (state of Chu) เอาชนะและครอบครองแคว้นเยว่ได้

ต่อมาแคว้นฉู่พ่ายแพ้แก่แคว้นจิ้นในราว 223 ปีก่อนคริสต์ศักราช เมืองอู๋ซีจึงเข้าเป็นส่วนหนึ่งของแคว้นฉู่และจิ้นในเวลาต่อมาในยุคจั้นกั๋ว (Warring States period) นั้นเอง

 

ยุคสามก๊กถึงยุคราชวงศ์ชิง

ในยุคสามก๊ก มีการแต่งตั้งข้าราชการเข้าดูแลเมืองอู๋ซีทางตะวันตก ซึ่งเป็นเขตเกษตรกรรม ในช่วง 280 ปี ก่อนคริสต์ศักราช จึงได้รวมเข้ากับอู๋ซีมาตลอดยุคราชวงศ์สุย ราชวงศ์ถัง และราชวงศ์ซ่ง จนเมื่อปี ค.ศ. 1295 เทศมณฑลอู๋ซี (Wuxi County) ได้รับการยกระดับเป็นเมืองอู๋ซี (Wuxi City) ในปี ค.ศ. 1368 ก็ถูกลดระดับกลับไปเป็นเทศมณฑลอู๋ซีดังเดิม ปี ค.ศ. 1724 อู๋ซีเป็นส่วนหนึ่งของจังหวัดฉางโจว (Changzhou) จนกระทั่งถึงปี ค.ศ. 1912 หลังสิ้นราชวงศ์ชิง

วัดหลิงซาน

วัดหลิงซาน เป็นวัดที่มีความสำคัญทางพุทธศาสนา ตั้งอยู่ที่ภูเขาชื่อเสี่ยวหลิงซานเป็นชื่อที่พระถังซานจ๋างตั้งให้ แต่ก่อนเป็นที่ตั้งของวัดเสียงเสียงฉานซื่อซึ่งเป็นวัดที่ชื่อดังในสมัยราฃวงศ์ถังและซ่ง ปัจจุบันนี้เพื่อฟื้นฟูศาสนาและวัฒนธธมก็เลยได้สร้างวัดหลิงซานขึ้นมา วัดนี้มีขนาดใหญ่ มีความงดงามมาก ภายในวัดประกอบไปด้วยส่วนต่างๆดังต่อไปนี้

 

 ศาลาฝานกง

ศาลาฝานกง เป็นสถาปัตยกรรมที่ยิ่งใหญ่ของวัดหลิงซานสร้างเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน ค.ศ.2008 ใช้เวลาก่อสร้างนาน 2 ปี ซึ่งศาลานี้จะใช้เป็นสถานที่จัดการประชุมพุทธศาสนาโลก (World Buddhist Forum) ครั้งที่ 2 ในวันที่ 28 มีนาคม ค.ศ.2009 ตั้งอยู่ริมทะเลสาบไท่หูที่กว้างใหญ่ อยู่เชิงเขาหลิงซานที่สวยงาม เป็นกลุ่มสถาปัตยกรรมที่ยิ่งใหญ่อลังการ ด้านหลังของศาลา เป็นที่ประดิษฐานพระใหญ่หลิงซาน

 

ภายในศาลาฝานกง มีผลงานการแกะสลักไม้ตุง หยางที่ประณีต ภาพฝาผนังด้วยฝีมือของนักเขียนภาพถ้ำตุนหวงที่มีชื่อเสียง เครื่องประดับชิ้นใหญ่ที่ทำด้วยแก้วคริสตัลสี เครื่องเขินเมืองหยางโจวที่มีฝีมือบรรจงประณีต ภาพสีน้ำมันขนาดใหญ่ รวมทั้ง รูปสลักนูนสูง แสดงพุทธประวัติ เหมือนเดินเข้าสู่พิพิธภัณฑ์ที่เก็บสะสมมรดกทางวัฒนธรรมที่หลากหลาย ศิลปหัตถกรรมอันล้ำค่าเหล่านี้ต่างสะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมที่มีประวัติอันยาวนานอย่างมีชีวิตชีวา แสดงให้เห็นถึงความสง่างามน่าเกรงขามและความยิ่งใหญ่ของพุทธศาสนา ห้องโถงของศาลาฯบรรจุได้ 2,000 คน เป็นสถานที่จัดการประชุมหรือจัดการแสดง โอเปร่าทางพุทธศาสนาขนาดใหญ่เรื่อง “หนทางสู่นิพาน” ที่ทีมงานผู้กำกับการแสดงยอดเยี่ยมภายในประเทศจีนสร้างขึ้นก็จะจัดแสดงขึ้นที่นี่

 

พระใหญ่หลิงซาน

พระใหญ่หลิงซาน หรือ หลิงซานต้าฝอ พระพุทธรูปสัมฤทธิ์ปางยืนประทานพร ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศจีน มีบันไดทางขึ้น นับ 108 ขั้น และทางลง 108 ขั้น เพื่อสื่อความหมายถึงความวุ่นวายใจ 108 อย่างในใจมนุษย์ พระหัตถ์ขวา ยกหันพระหัตถ์ออกจากพระอุระเพื่อดับทุกข์ ดับความวุ่นวาย พระหัตถ์ซ้าย ผายลงด้านล่างเพื่อประทานพร องค์พระมีความสูงจากฐานดอกบัว 88 เมตร และมีน้ำหนักมากถึง700 ตัน ตั้งอยู่ในพื้นที่ของวัดหลิงซาน ที่มีอายุมากกว่า 1,000 ปี องค์พระพุทธรูปตั้งอยู่บนเนินเขาหลิงซาน ริมทะเลสาบไท่หู ที่ถือว่าเป็นที่ตั้งที่มีฮวงจุ้ยที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศจีน

 

ฝ่ามือจำลองพระใหญ่หลิงซานต้าฝอ

 ด้านล่างพระใหญ่หลิงซาน มีจำลองรูปฝ่ามือมีขนาดใหญ่สูงเกือบ 10 เมตรเรียกว่า Five-Signets ซึ่งเป็นแบบจำลองจากมือขวาของพระใหญ่หลิงซานต้าฝอ มีสัญลักษณ์คล้ายตราธรรมจักรอยู่ตรงบริเวณกลางฝ่ามือไว้ให้คนกราบไหว้บูชาอีกด้วย

 

น้ำพุกำเนิดพระพุทธเจ้าน้อย

ตรงลานทางขึ้นพระใหญ่หลิงซาน มีการแสดงกำเนิดพระพุทธเจ้าน้อย โชว์น้ำพุศักดิ์สิทธิ์จากอ่างน้ำ 9 มังกร มีพระพุทธเจ้าขณะประสูติประทับยืนอยู่บนเสาดอกบัว เป็นอีกการแสดงที่เป็นไฮไล้ ให้นักท่องเที่ยวได้เรียนรู้และสัมผัสแรงศรัทธาในพระพุทธศาสนา ตามปกติจะแสดงเวลา 10.30 น. ของทุกวัน

 

พระสังกัจจายน์ วัดหลิงซาน

ภายในวัดนี้มีพระสังขจายซึ่งเป็นพระโพธิสัตว์ที่เชื่อกันว่าเป็นเทพแห่งโชคลาภ ความร่ำรวย แต่พระสังคจายองค์นี้จะมีเด็กปีนป่ายล้อมรอบตัวด้วย ทำให้เชื่อว่า ถ้าใครได้ไปสักการะ จับพุง จับตัวเด็ก และทำการเวียนเทียน 3 รอบจะทำให้ได้สมหวังในการมีลูกด้วย

 

 

 ทะเลสาบไท่หู

ทะเลสาบไท่หู เป็น 1 ใน 5 แห่งทะเลสาบน้ำจืดที่มีขนาดใหญ่ของจีน บริเวณอันกว้างขวางของทะเลสาบจะมีเกาะกลางน้ำอยู่หลายสิบแห่ง เมื่อกวีในสมัยโบราณได้มาเยือนทะเลสาบแห่งนี้ต่างก็ได้รับแรงบันดาลใจและสร้างสรรค์ออกมาเป็นผลงานกวีอันล้ำค่ามากมาย

 

 

ทะเลสาบหลี่หู หรือ ทะเลสาบอู่หลี่

หลี่หู เป็นทะเลสาบอีกแห่งหนึ่งในเมืองอู๋ซี มีอีกชื่อหนึ่งว่า ทะเลสาบอู่หลี่ เพราะในยุคสมัยชุนชิวและจ้านกั๋วของจีน นายฟ่านหลี่ บุคคลชื่อดังในสมัยนั้นเคยล่องเรือกับสาวงามนามไซซีในทะเลสาบแห่งนี้ จึงได้ชื่อว่า “หลี่หู” ริมทะเลสาบนี้ยังมีทิวทัศน์หลายสิบแห่งเป็นสวนสาธารณะที่เปิดให้บริการฟรี ถือว่าเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจที่ดี ช่วงพลบค่ำ ชาวเมืองและนักท่องเที่ยวจะชอบมาเดินเล่นตามทะเลสาบ ท่ามกลางแสงไฟหลากสี และลมที่พัดเย็นสบาย

ลงทะเบียนเพื่อรับข่าวสาร

ลงทะเบียนเพื่อรับข่าวสารของเราเพื่อรับข้อเสนอหรือโปรโมชั่น