ข้อมูลท่องเที่ยวฮ่องกง
16 ธันวาคม 2558

ฮ่องกง มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า เขตบริหารพิเศษฮ่องกงแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นเขตปกครองตนเองริมฝั่งทางใต้ของประเทศจีน ในทางภูมิศาสตร์มีสามเหลี่ยมปากแม่น้ำจูเจียงและทะเลจีนใต้โอบรอบ ฮ่องกงเป็นที่รู้จักในสกายไลน์ (skyline) ขยายและท่าเรือธรรมชาติลึก มีเนื้อที่ 1,104 กม.2 และประชากรกว่าเจ็ดล้านคน เป็นเขตที่มีประชากรอยู่อาศัยหนาแน่นที่สุดเขตหนึ่งในโลก ประชากรฮ่องกง 93.6% มีเชื้อชาติจีน และ 6.4% มาจากกลุ่มอื่น ประชากรส่วนใหญ่ที่พูดภาษากวางตุ้งของฮ่องกงกำเนิดจากมณฑลกวางตุ้งที่อยู่ติด ซึ่งประชากรจำนวนมากหนีสงครามและการปกครองระบอบคอมมิวนิสต์ในจีนแผ่นดินใหญ่ตั้งแต่คริสต์ทศวรรษ 1930

 

ภูมิศาสตร์

ฮ่องกงมีพื้นที่รวม 1,096.63 ตารางกิโลเมตร ประกอบด้วย เกาะฮ่องกง (80.30 ตร.กม.) เกาลูน (46.71 ตร.กม.) เขตดินแดนใหม่ (New Territories) และเกาะอื่น ๆ (969.62 ตร.กม.) หรือขนาดประมาณ 1 ใน 6 ของพื้นที่เมืองเซี่ยงไฮ้

ลักษณะทางภูมิศาสตร์ของเกาะฮ่องกง เกาลูนและเขตดินแดนใหม่ จะเป็นแนวเขาทอดตัวยาวจากทิศตะวันออกเฉียงเหนือลงสู่ทิศใต้ เป็นแนวเขาที่ต่อเนื่องมาจากมณฑลฝูเจี้ยนและกว่างตงที่อยู่ทางตอนใต้ของจีน แต่เนื่องจากเขตเทือกเขาแต่ครั้งโบราณนั้น ปัจจุบันจมอยู่ใต้น้ำ จึงเกิดเป็นทัศนียภาพเกาะแก่งเล็ก ๆ ที่มีลักษณะลาดชันผุดโพล่ขึ้นมากมาย

 

ภูมิอากาศ

ฤดูร้อนอากาศร้อนชื้น มีอุณหภูมิอยู่ระหว่าง 26-30 องศาเซลเซียส ฤดูหนาวอากาศเย็นสบายและแห้ง น้อยครั้งที่จะมีอุณหภูมิต่ำกว่า 5 องศาเซลเซียส เดือนพฤษภาคมถึงเดือนกันยายนฝนตกชุกและมีลมแรง ฤดูร้อนมักเกิดลมมรสุม ควรติดต่อสอบถามสภาพอากาศก่อนการเดินทาง

 

รูปแบบการปกครอง

ฮ่องกงเป็นเขตบริหารพิเศษที่ขึ้นตรงต่อรัฐบาลกลาง รัฐบาลจีนใช้นโยบาย "หนึ่งประเทศ สองระบบ" ปกครองฮ่องกง ตามกฎหมายพื้นฐานที่ใช้ปกครองและบริหารฮ่องกงที่สภาประชาชนจีนอนุมัติและประกาศใช้เป็นกฎหมายเมื่อวันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2533 ให้สิทธิฮ่องกงในการปกครองตนเองอย่างอิสระ สามารถดำเนินนโยบายทางด้านเศรษฐกิจ การค้า การเงิน การพาณิชย์ ฯลฯ ได้ตามระบบเสรี รัฐบาลจีนได้กำหนดให้ฮ่องกงสามารถดำเนินนโยบายเศรษฐกิจเสรีต่อไปได้อีกเป็นเวลา 50 ปี นับตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2540 จนไปถึง 30 มิถุนายน พ.ศ. 2590[ต้องการอ้างอิง] หลังจากนั้น ฮ่องกงจะเปลี่ยนไปปกครองแบบเมืองอื่น ๆ ของจีน

 

การท่องเที่ยว

ฮ่องกงเป็นเมืองที่มีความหลากหลายทางด้านสังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจ และวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างเห็นได้ชัด ทั้งตึกสูงระฟ้า อาคารทันสมัย ตลาดขายของพื้นเมือง ตลาดขายของเก่า วัดวาอาราม หรือแม้แต่แปลงปลูกผัก จากความหลากหลายเหล่านี้ จึงทำให้ทัวร์ฮ่องกงมีมนต์เสน่ห์ ดึงดูดนักท่องเที่ยวอย่างมากมาย นักท่องเที่ยวสามารถพบกับสิ่งที่น่าสนใจและหลากหลาย โดยเราสามารถแบ่งเขตท่องเที่ยวสำหรับสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจหลักๆ ออกเป็น 3 เขต คือ เกาะฮ่องกง ฝั่งเกาลูน เขตนิวเทอร์ริทอรี่ส์ และหมู่เกาะต่างๆ

 

ประชากร

ฮ่องกงมีจำนวนประชากรกว่า 6.99 ล้านคน ในปี 2549 ความหนาแน่นของประชากร 6,300 คนต่อตารางกิโลเมตร ประชากรส่วนมากป็นชาวฮ่องกง มีร้อยละ 3 เป็นชาวต่างชาติ อาทิ สหราชอาณาจักร ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย อเมริกัน ฯลฯ

 

ภาษา

ภาษากวางตุ้งซึ่งเป็นภาษาถิ่นที่มีการพูดตั้งแต่มณฑลกวางตุ้งของจีนเรื่อยมาจนถึงฮ่องกงได้กลายมาเป็นภาษาทางการของฮ่องกง ภาษาอังกฤษซึ่งเป็นของภาษาของเจ้าอาณานิคมก็ยังคงเป็นภาษาทางการร่วมซึ่งถูกใช้พูดมากกว่า 38 เปอร์เซ็นของประชากร ก็เป็นภาษาที่ใช้แพร่หลาย ส่วนภาษาจีนท้องถิ่นอื่นเช่นแต้จิ๋ว หรือจีนแคะฯลฯ ก็มีไม่น้อยเช่นกัน และตั้งแต่ฮ่องกงกลับสู่ใต้การปกครองของจีนแผ่นดินใหญ่ การใช้ภาษาจีนกลางในการติดต่อก็เริ่มเพิ่มมากขึ้น อันเนื่องมาจากการเข้ามาของชาวจีนแผ่นดินใหญ่และการติดต่อค้าขายระหว่างกัน ถึงแม้ว่าการใช้อักษรจีนนั้นยังนิยมใช้อักษรจีนตัวเต็มอยู่ก็ตาม นอกจากนั้นทางรัฐบาลฮ่องกงได้มีโครงการ "สองแบบอักษร สามภาษา" เพื่อสนับสนุนให้ชาวฮ่องกงใช้ภาษาทั้ง 3 ภาษาร่วมกัน คือภาษากวางตุ้ง จีนกลาง และอังกฤษ

 

ยุคก่อนอาณานิคม

"ฮ่องกง" เดิมเป็นเพียงหมู่บ้านประมงเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง ในเขตอำเภอซินอัน เมืองเซินเจิ้น เป็นภาษากวางตุ้ง ซึ่งมาจากภาษาจีนกลาง ว่า "เซียงกั่ง" ความหมายก็ไม่เหมือนใคร หมายความว่า "ท่าเรือหอม" มีความเป็นมา สืบเนื่องมาแต่ครั้งที่กวางตุ้ง เป็นแหล่งปลูกไม้หอมชนิดหนึ่ง ส่งขายเป็นสินค้าออก โดยที่ต้องมาขนถ่ายสินค้ากัน ที่ท่าเรือน้ำลึกตอนใต้สุดของแผ่นดินจีน ด้วยภูมิประเทศของฮ่องกงเอง ที่เป็นเมืองท่าน้ำลึก เหมาะแก่การจอดเรือสินค้าขนาดใหญ่ จึงทำให้ฮ่องกงกลายเป็นเมืองท่าที่สำคัญของโลก

 

อาณานิคมสหราชอาณาจักร

เมื่อราวกลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 ได้มีเรือของกองทัพเรือสหราชอาณาจักร นำโดยกัปตัน Charles Elliot (ชาร์ลส์ อีเลียต) แล่นผ่านน่านน้ำระหว่าง แหลมเกาลูนและเกาะแห่งหนึ่งที่ร่ำลือกันว่า เป็นที่หลบลมพายุของพวกโจรสลัด กัปตันอีเลียต เกิดได้กลิ่นหอมชนิดหนึ่ง จึงจอดเรือและขึ้นฝั่ง ส่งล่ามลงไปสอบถาม ได้ความว่าเป็นท่าเรือหอม ใช้ขนถ่ายไม้หอม กัปตันรับทราบด้วยความประทับใจ

เมื่อกัปตันอีเลียตเดินทางกลับสู่สหราชอาณาจักรและได้รับการแต่งตั้งให้ไปประจำการฝ่ายการพาณิชย์ของสหราชอาณาจักรในภาคพื้นเอเซีย ซึ่งขณะนั้นเอง ประเทศสหราชอาณาจักรซึ่งปกครองโดยพระนางวิกตอเรีย กำลังต้องการอาณานิคมในแถบทะเลจีนใต้ เพื่อใช้เป็นที่จัดส่งสินค้า หรือฝิ่นนั่นเอง และประจวบเหมาะพอดีกับที่ฝ่ายสหราชอาณาจักรและจีน กำลังมีปัญหาเรื่องการค้าฝิ่นในแถบกวางตุ้งของจีน จนทำให้เกิดสงครามฝิ่นครั้งที่ 1 ขึ้น ในปี ค.ศ. 1839 กัปตันอีเลียตจึงตัดสินใจยกพลขึ้นบกที่ท่าเรือกลิ่นหอม และประกาศให้ดินแดนแถบนั้นเป็นของสหราชอาณาจักร ในวันที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2384 (ค.ศ. 1841) หลังจากจีนพ่ายแพ้ในสงครามฝิ่น ปลายศตวรรษที่ 19 เกาะฮ่องกง และ ดินแดนตอนปลายคาบสมุทรเกาลูน จึงตกเป็นอาณานิคมในปี พ.ศ. 2385 (ค.ศ. 1842) และ พ.ศ. 2403 (ค.ศ. 1860) ตามลำดับ

ว่ากันว่ามีเหตุการณ์ที่น่าขัน และสร้างความขายหน้าให้กับพระราชินีวิกตอเรียยิ่งนัก ที่กองทหารสหราชอาณาจักรเข้ายึดเกาะที่มีแต่หินโสโครก หาประโยชน์ไม่ได้เลย กัปตันอีเลียตจึงถูกลงโทษด้วยการส่งไปเป็นกงสุลสหราชอาณาจักรประจำรัฐเทกซัสแทน ต่อมาภายหลัง ตั้งแต่นั้น จีนและสหราชอาณาจักรกระทบกระทั่งกันเรื่องการค้าฝิ่นเรื่อยมา เกิดสงครามฝิ่นถึงสองครั้ง หลังสงครามฝิ่นครั้งที่สองนี่เอง สหราชอาณาจักรได้บีบบังคับให้จีนทำสัญญาในปี พ.ศ. 2441 (ค.ศ. 1898) สหราชอาณาจักรได้ทำสัญญา ‘เช่าซื้อ’ พื้นที่ทางตอนใต้ของลำน้ำเซินเจิ้น ซึ่งปัจจุบันเรียกว่า ‘เขตดินแดนใหม่’ (เขตนิวเทร์ริทอรีส์) รวมทั้งเกาะรอบข้าง ซึ่งมีอาณาบริเวณกว้างใหญ่กว่าเมื่อครั้งสหราชอาณาจักรเข้ายึดครองในสมัยสงครามฝิ่นเกือบสิบเท่า.

ผู้สำเร็จราชการคนแรกที่มาประจำยังเกาะฮ่องกง ท่านลอร์ด Palmerston เคยขนานนามเกาะแห่งนี้ไว้ว่า "หินไร้ค่า" แต่สหราชอาณาจักรได้ช่วยวางรากฐานการศึกษา การปกครอง และผังเมืองให้ฮ่องกงเป็นอย่างดี เพียง ชั่วพริบตาเดียว ฮ่องกงได้กลับกลายเป็นศูนย์กลางพาณิชย์และยังเป็นประตูเปิดสู่ประเทศจีน

 

กลับสู่จีน

สหราชอาณาจักรเช่าฮ่องกงทั้งหมด เป็นเวลา 99 ปี โดยกำหนดวันหมดสัญญาไว้วันที่ 30 มิถุนายน ค.ศ. 1997 โดยได้ทำพิธีส่งคืนเกาะฮ่องกง ให้แก่จีนเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 1997 ไปเรียบร้อย ทั้งนี้เคยมีการเจรจาระหว่างสหราชอาณาจักรโดย นางมาร์กาเร็ต แทตเชอร์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น กับ นายเติ้งเสี่ยวผิง ผู้นำฝ่ายจีน เพื่อเจรจาขอเช่าเกาะฮ่องกงต่อ แต่ได้รับการปฏิเสธ และในปีเดียวกันนั้น วันที่ 26 กันยายน ผู้นำทั้งสองจึงเปิดเจรจาอีกครั้งและลงนามในสัญญา โดยมีสาระสำคัญว่า สหราชอาณาจักรจะยอมส่งมอบคืนเกาะฮ่องกงให้กับจีน และจีนได้ให้สัญญาว่าจะยอมให้ฮ่องกง อยู่ในฐานะ "เขตปกครองตนเอง" ภายใน 50 ปี

ปัจจุบันจีนได้มอบหมายให้ นายตงจิ้นหวา ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการฮ่องกง และจีนได้ร่างรัฐธรรมนูญ โดยกำหนดให้รัฐบาลปักกิ่งรับผิดชอบด้านกิจการต่างประเทศ การทหาร และความมั่งคงเท่านั้น ส่วนการบริหารยังคงให้อิสระแก่ชาวฮ่องกงเหมือนเดิม

อย่างไรก็ตามด้วยทำเลอันเหมาะสม เกาะฮ่องกงก็ยังมีบทบาทสำคัญยิ่งในศตวรรษที่ 21 ในฐานะเมืองท่าการค้าระหว่างประเทศ ฐานที่ตั้งสำคัญของผู้ผลิต และศูนย์กลางเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

 

 

 

1. รถเมล์ฮ่องกงต้องยืนต่อแถว การเดินทาง เที่ยวฮ่องกง โดยรถเมล์ ควรรู้ไว้ว่ารถเมล์ของฮ่องกงจะไม่มีการทอนเงิน ควรเตรียมเงินค่ารถให้พอดี และไม่ต้องแปลกใจถ้าเห็นคนยืนต่อแถวบริเวณป้ายรถเมล์ เพราะรถเมล์ที่นี่จะจอดตามป้ายที่ระบุไว้เท่านั้น โดยป้ายรถเมล์จะแยกเป็นแต่ละสาย ต้องรอคิวให้ตรงสายที่เราต้องการขึ้น และมีหลายสายที่ไม่ได้ทำการเดินรถตลอดคืน จึงควรสอบถามข้อมูลให้ละเอียด จะได้ไม่เสียเวลาในการเดินทางเที่ยว

 

2. แท็กซี่ คือเพื่อนที่ดีที่สุดยามท่องราตรี เพราะรถไฟใต้ดินฮ่องกงปิดบริการตอนเที่ยงคืน การ เที่ยวฮ่องกง ตอนกลางคืน แท็กซี่ น่าจะเป็นตัวเลือกที่เหมาะสม แต่อาจต้องทำใจกับค่าบริการที่สูงกว่าราคาบนมิเตอร์ เพราะพี่แท็กต้องชาร์ตเงินเพิ่ม กรณีเดินทางข้ามฝั่งระหว่างเกาลูนและเกาะฮ่องกง เพราะที่ฮ่องกงรถทุกคันต้องจ่ายค่าบริการใช้อุโมงค์ข้ามฟาก และอีกหนึ่งข้อจำกัดของแท็กซี่ที่นี่ คือ การจำกัดจำนวนผู้โดยสาร 5 คน ต่อคัน

 

3. ค่าใช้จ่ายในการเดินทางสูง ค่าโดยสารระบบขนส่งต่างๆ ที่ฮ่องกง ค่อนข้างแพง เช่น ค่ารถไฟใต้ดินขั้นต่ำอยู่ที่ 50 บาท การเดินทางข้ามฟากก็มีค่าบริการสูง จึงควรวางแผน เที่ยวฮ่องกง ให้ถี่ถ้วน ว่าในแต่ละวันจะท่องเที่ยวในแถบไหน ฝั่งเกาลูน ฝั่งฮ่องกง อาเบอร์ดีน หรือเกาะอื่นๆ ให้เป็นพื้นที่ใกล้เคียงกัน จะได้ไม่สิ้นเปลืองกับค่าเดินทางมากนัก

 

4. ฮ่องกงเมืองแห่งระเบียบวินัย บางครั้ง เที่ยวฮ่องกง อาจไม่ลั้นลาทุกย่างก้าวอย่างที่คิด ด้วยกฎข้อบังคับของบ้านเมืองที่ค่อนข้างเข้มงวด การเข้าแถวขึ้น-ลง บันได ทุกคนต้องยืนชิดซ้าย เพราะช่องทางขวาไว้สำหรับคนที่รีบเร่งเท่านั้น การจราจรบนท้องถนน จะไม่มีการปาดแซงหน้า หรือเปลี่ยนเลนกะทันหัน การข้ามถนนก็ต้องรอสัญญาณไฟเสมอ และข้ามตรงทางม้าลายเท่านั้น หรือการเรียกรถแท็กซี่ ก็ต้องมีการเข้าคิว ต่อแถวตรงจุดที่กำหนด การขึ้น-ลงรถทำได้บริเวณที่ทางการอนุญาตเท่านั้น หรือเพียงแค่การทิ้งขยะไม่ถูกที่หรือการถ่มน้ำลายในพื้นที่สาธารณะก็อาจถูกปรับเป็นเงินหลายพันบาทได้

 

5. ให้ทิปเสมอเมื่อใช้บริการ ฮ่องกงเป็นเมืองท่องเที่ยว ทุกอย่างคือ บริการ ไม่ว่าจะเรียกใช้บริการอะไร ควรเตรียมเงินทิปเพื่อเป็นสินน้ำใจกับพนักงานด้วยจำนวนที่เหมาะสม คือประมาณ 5-10 เปอร์เซ็นต์ ของค่าบริการทั้งหมด และการขอน้ำจิ้มเพิ่มในร้านอาหารบางแห่ง อาจถูกคิดเงินเพิ่ม สอบถามให้ดี หรือจะรู้ตัวอีกที ค่าน้ำจิ้มก็มาโผล่ในบิลเรียกเก็บเงินซะแล้ว

 

6. อาหารจานยักษ์ อิ่มจุกที่ฮ่องกง แม้เรื่องอาหารการกินที่ฮ่องกงจะราคาสูงกว่าบ้านเรา แต่ก็มีปริมาณที่เยอะมาก  ฉะนั้นหากไป เที่ยวฮ่องกง กับเพื่อนๆ หลายคน แล้วคิดจะสั่งอาหารแบบจานเดียว ควรลองสั่งมาก่อนสัก 2-3 เมนู ดูปริมาณว่าเยอะขนาดไหน แล้วค่อยสั่งเพิ่มหากไม่อิ่มจะดีกว่า ดีกว่าเหลือทิ้งเสียดายของ และไม่ต้องหวั่นว่าสั่งทีหลังได้ช้า เพราะที่ฮ่องกง รับรองเลยว่าทำอาหารและบริการรวดเร็วแบบทันใจ

 

 

7. น้ำชา คือ การต้อนรับ เมื่อเดินทางเข้าร้านอาหารใดๆ น้ำชาร้อนจี๋ มักจะพร้อมเสิร์ฟเสมอ คนฮ่องกงไม่นิยมบริโภคน้ำเย็น เพราะฉะนั้น ก่อนจิบระวังนิด มีสิทธิ์ปากพองได้

 

8. เก็บร่มเปียก ก่อนขึ้นตึก หาก เที่ยวฮ่องกง หน้าฝน หรือจำเป็นต้องฝ่าฝนตก ก่อนก้าวขึ้นตึกใดๆ ต้องนำร่มเก็บในถุงเก็บร่ม ซึ่งทางตึกจะมีบริการแขวนไว้ให้ที่บริเวณทางเข้า เพื่อกันความสกปรกเลอะเทอะบนพื้นอาคาร

 

 

9. มิจฉาชีพแฝงอยู่ในแหล่งพลุกพล่าน เที่ยวฮ่องกง ต้องระมัดระวังอย่างมาก ยิ่งเวลาอยู่ในที่ชุมชน เพราะกรุ๊ปทัวร์ มักเป็นกลุ่มเป้าหมายของนักล้วงกระเป๋า

 

10. ตรวจสอบเวลาเช็คอิน-เช็คเอาท์ โรงแรมที่ฮ่องกง เวลาเช็คอิน-เช็คเอาท์ อาจไม่ใช้มาตรฐานเดียวกันทั้งหมด  บางแห่งให้เข้าพักได้ตอนเที่ยง บางแห่งอาจเป็นช่วงบ่าย หรือบางแห่งเวลาเช็คเอาท์อาจเลทได้ถึงบ่ายสอง จึงควรควรตรวจสอบเวลาก่อนล่วงหน้า เพื่อจะได้ไม่เสียเวลา

 

11. Adaptor ขาดไม่ได้ ถ้าหอบเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือที่ชาร์ตแบตมือถือไป สิ่งสำคัญอย่างหนึ่ง ที่ควรเตรียมติดกระเป๋าไป คือ Adaptor เพราะที่ ฮ่องกง ใช้ปลั๊กไฟ 3 ขา แบตหมดมาน้ำตาจะได้ไม่ไหลนะ!

 

12. บริการด่วน Airport Express Link คือ รถไฟสาย เออีแอล (AEL) รถไฟสายด่วน จากสนามบินแล่นถึงใจกลางเมือง ด้วยเวลาเพียง 20 นาทีเท่านั้น และที่สำคัญ ขากลับ หากเลือกใช้บริการนี้จากในเมืองมาที่สนามบิน สามารถเช็คอิน และโหลดกระเป๋าได้ที่สถานีรถไฟใจกลางเมือง โดยไม่ต้องหอบสัมภาระให้ลำบาก หรืออยากจะเช็คอิน ส่งกระเป๋าขึ้นเครื่องล่วงหน้า แล้วเอาเวลาไปเดินช้อป เที่ยวฮ่องกง ได้อีกนิดหน่อย ค่อยขึ้นรถไฟไปสนามบินตอนใกล้เวลา เครื่อง Take off ก็ยังได้ แต่ก็ไม่ควรชะล่าใจ ต้องคำนวณและเผื่อเวลาให้รอบคอบ เพราะที่ฮ่องกงมีกฎในการปิดประตูเครื่องก่อนขึ้นบิน 20 นาที อย่างเคร่งครัด ถ้ามาไม่ทันรับรองว่าตกเครื่องแน่นอน

 

13. น้ำชักโครกคือน้ำทะเล เพราะน้ำจืดมีราคาแพง เครื่องชักโครกในส้วม จึงต้องใช้น้ำทะเลด้วยความที่เป็นเกาะ ที่ฮ่องกงมีการวางท่อน้ำทะเล เพื่อใช้สำหรับน้ำชักโครกโดยเฉพาะ

 

14. เจ้าพ่อฮวงจุ้ย ตึกรามบ้านช่องที่เราเห็นว่ามีรูปทรงแปลกตา สวยงามไม่ซ้ำใคร ล้วนมาจากความเชื่อเรื่องฮวงจุ้ย  โดยเฉพาะช่วงวันขึ้นปีใหม่ของทุกปี จะมีรายการโทรทัศน์คอยให้คำแนะนำเรื่องการตกแต่งบ้านให้เหมาะกับราศี เพื่อปรับฮวงจุ้ยรับความเฮง

 

15. รถยนต์มีไว้สำหรับคนรวย รถยนต์ที่ฮ่องกง มักจะเห็นแต่ยี่ห้อหรูหราอย่าง เบนซ์ เล็กซัส หรือ บีเอ็มดับเบิ้ลยู เพราะคนที่สามารถซื้อรถได้ต้องมีฐานะดีมาก เนื่องจากการมีรถหนึ่งคันต้องเสียค่าใช้จ่ายต่างๆ สูงมาก นอกจากค่าประกัน ค่าบำรุงรักษา ยังมีเรื่องค่าที่จอดเข้ามาอีกด้วย

 

16. ธนบัตรฮ่องกงหลากหลายมาก เนื่องจากมีหลายธนาคารที่รับผิดชอบการพิมพ์ การผลิต ธนบัตรของฮ่องกง มูลค่าเดียวกันจึงมีหลายแบบ หลายลวดลาย แต่จะเหมือนกันอยู่อย่างเดียวคือ สี ที่จำแนกตามราคา

 

การเที่ยวฮ่องกงแต่ละครั้งอาจได้ประสบการณ์ที่ไม่ซ้ำ บางข้อก็เป็นกฎควรจำ เพื่อให้เที่ยวได้สนุกแบบเต็มอรรถรส!

 

ที่มา - travel.thaiza.com

ลงทะเบียนเพื่อรับข่าวสาร

ลงทะเบียนเพื่อรับข่าวสารของเราเพื่อรับข้อเสนอหรือโปรโมชั่น