บันทึกนักเดินทาง >> ทริปเที่ยวกัมพูชา

บันทึกการเดินทาง เขมร ทริปนี้เราเดินทาง 3วัน 2คืน

23 ธันวาคม 2558

1

 

ยินดีต้อนรับคณะเดินทาง ทริปนี้เราเดินทาง 3วัน 2คืน  

กำหนดการเดินทาง วันที่ 3-5 สิงหาคม 2556

คณะเดินทางสู่ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว  เราเจอกันตั้งแต่ ตี5 ของเช้าวันเสาร์ที่ 3 สิงหาคม 2556  จากกรุงเทพฯ ถึง ตลาดโรงเกลือ อ.อรัญประเทศระยะทาง ประมาณ 220 กิโลเมตร ใช้เวลาในการเดินทาง 2.50 ชั่วโมง เพื่อข้ามด่าน ปอยเปต สู่ ประเทศกัมพูชา  หรือที่คนไทย เรียกติดปาก ว่า เขมร นั่นเอง  เดินทางถึงตลาดโรงเกลือ เราก็เดินทางผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองเพื่อจะข้ามฝั่งไปปอยเปต ซึ่งเป็นฝั่งของประเทศกัมพูชา

2

หลังผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมือง เราใช้รถโค้ชปรับอากาศเดินทางจากปอยเปต ผ่าน อ.ศรีโสภณ ถึง เมืองเสียมเรียบ ระยะทาง 152 กิโลเมตร เมื่ออดีตที่ผ่าน ประมาณ 7 ปีที่แล้ว เส้นทางสายปอยเปต เสียมเรียบยังไม่แล้วเสร็จ แต่ก่อน ถนนหนทางเป็นเส้นทางที่ทรหดมากๆ เป็นถนนลูกรังสีแดง และเป็นหลุมเป็นบ่อ ระยะทาง 152 กิโลเมตร เมื่ออดีต ต้องใช้เวลาถึงเกือบ 6ชั่วโมงในการเดินทางถึงเมืองเสียมเรียบ เพื่อเดินทางมาชมปราสาทนครวัดอันยิ่งใหญ่ แต่ปัจจุบัน ใช้เวลา 2.50 ชั่วโมง เดินทางมาถึงเมืองเสียมเรียบแล้ว ถนนหนทางเป็นทางลาดยางหมดแล้วค่ะ

ก่อนจะเดินทางถึงเมืองเสียมเรียบ เรามาทำความรู้จักกับ กัมพูชากันหน่อยนะคะ

กัมพูชา มีชื่อทางการว่า ราชอาณาจักรกัมพูชา มีพื้นที่ 181,035 ตารางกิโลเมตร  ทางทิศเหนือมีชายแดนติดกับประเทศไทยและลาว  และติดกับเวียดนามทางทิศตะวันออกและใต้ ทางตะวันตกเฉียงใต้ติดกับอ่าวไทย มี พนมเปญ เป็นเมืองหลวงมีประชากรกว่า 14.8 ล้านคน ประชากรนับถือพุทธศาสนา นิกายเถรวาท 95% โดยประมาณ

ราชอาณาจักรกัมพูชาปกครองแบบ ราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ มี พระบาทสมเด็จพระบรมนาถ นโรดม สีหมุนี  เป็นประมุขแห่งรัฐ  และมี สมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโช ฮุน เซน เป็นประมุขรัฐบาล  โดยได้ปกครองกัมพูชามาเป็นระยะเวลากว่า 25 ปี ผู้ซึ่งเป็นผู้นำที่ดำรงตำแหน่งนานที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เมือง ท่องเที่ยวที่น่าสนใจและเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวทั่วโลก ส่วนใหญ่จะตั้งอยู่เมืองเสียมเรียบ หรือชาวกัมพูชา เรียก เสียมราบ ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ ริมฝั่งทะเลสาบเขมร ห่างจากกรุงพนมเปญ 314 กิโลเมตร หากจะเดินทางไปกรุงพนมเปญต้องใช้เวลาเดินทางด้วยรถยนต์ประมาณ 5 ชั่วโมง คนส่วนใหญ่รู้จักเสียมเรียบเพราะ เป็นที่ตั้งของนครวัดและปราสาทหินอีกหลายแห่งที่มีชื่อเสียง เช่น นครธม ตาพรหม บันทายสี

คณะเดินทางมาถึงเสียมเรียบ เริ่มโปรแกรมแรกคือการเติมพลังก่อนเลยค่ะ เที่ยงนี้เรารับประทานอาหารที่ ร้านโตนเลแม่โขง  เป็นร้านอาหารบุฟเฟต์นานาชาติ มีอาหารมากมาย ทั้งอาหารท้องถิ่น อินเตอร์ และอาหารไทย อย่าง ส้มตำ ผัดไทย ผัดซีอิ้ว ผลไม้ เครื่องดื่ม ของหวาน ครบครันทุกท่านเลือกอิ่มตามความพอใจได้เลยค่ะ

 

3

หลังจากมีพลังกันเรียบร้อยแล้ว เราเดินทางกันต่อไปยัง โตนเลสาบ ทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงได้

เดิน ทางออกไปจากตัวเมืองเสียมเรียบระยะทาง 16 กิโลเมตร  แต่ใช้เวลา 45นาที เนื่องจากถนนหนทางแคบและยังเป็นหลุมเป็นบ่ออยู่ โตนเลสาบมีพื้นที่ประมาณ 20,000 ตารางกิโลเมตร มีความยาว 1,525 กิโลเมตร เรียกได้ว่าใหญ่กว่ากรุงเทพฯ ถึง 7 เท่าเลยทีเดียว ความลึกโดยเฉลี่ยประมาณ 10 เมตรในฤดูแล้ง และ 15 เมตรโดยประมาณในฤดูน้ำหลากในช่วงเดือนกันยายน-เดือนพฤศจิกายน  โตนเลสาบมีพื้นที่ครอบคลุม 5 จังหวัดของกัมพูชา    เสียมราฐ  กำปงธม  กำปงชนัง  โพธิสัตว์ พระตะบอง  ยังคงเป็นทะเลสาบที่มีความอุดมสมบูรณ์มาก มีปลาน้ำจืดชุกชุมมากกว่า 300 ชนิด ในทะเลสาบนี้ มีชนชาติ เวียดนามและกัมพูชาอยู่อาศัยและประกอบอาชีพการประมง มาถึงที่นี่ ยังคงเห็นวิถีชีวิตชาวประมงอย่างแท้จริง การดำรงชีวิตอยู่กับสายน้ำ การทำมาหากินที่ยังคงวิถีชีวิตดั้งเดิมเอาไว้

 

4

โตนเลสาบ

5

โตนเลสาบ

6

โตนเลสาบ

7

โตนเลสาบ

8

โตนเลสาบ

หลัง จากชมความยิ่งใหญ่ของโตนเลสาบแล้ว เราเดินทางกลับสู่ตัวเมืองเสียมเรียบ โปรแกรมต่อไปนำคณะกราบขอพร ศาลเจ้าที่ชาวกัมพูชาให้ความเคารพกราบไหว้กันมา นั่นคือ ศาลเจ้าเจ๊กเจ้าจอม สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง

 

9

ศาลเจ้าเจ๊กเจ้าจอม

10

ศาลเจ้าเจ๊กเจ้าจอม

หลังจากนั้น เดินทางต่อไปที่ วัดใหม่ สถานที่รวบรวมบันทึกความเลวร้ายทางประวัติศาสตร์เรื่องราวความเจ็บปวดของ มนุษย์ที่กระทำต่อมนุษย์ด้วยกัน อย่างป่าเถื่อน ภายในวัด ก็เป็นวัดธรรมดาทั่วไป แต่แฝงด้วยรอยช้ำและคราบน้ำตาทั้งสิ้น ที่นี่เป็นที่เก็บชิ้นส่วนกระดูกและหัวกะโหลกของผู้เสียจากการ ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ เมื่อประมาณ 30ปีก่อน

ถึงแม้เวลาจะผ่านมานานหลาย สิบปี ชาวเขมรทุกคนที่ยังมีชีวิตรอดจากเหตุการณ์ คงไม่มีใครลืมเลือนเหตุการณ์ ในปี ค.ศ.1975 ที่ชีวิตคนประมาณ 1 .7 ล้านคน ได้ถูกนำไปทารุณอย่างโหดร้าย ก่อนที่จะถูกส่งไปยังสนามแห่งหนึ่งตรงช่องเอกในจังหวัดกันดาล ชานกรุงพนมเปญ ซึ่งชาวเขมรรู้จักกันดีในนาม "Killing Fields" หรือ "ทุ่งสังหาร" ภายในวัดมีการแสดงหลักฐาน ความเป็นมาของเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น ระหว่างการปกครองของ  ซาลอท ซาร์ (Saloth Sar) หรือ พอล พต เป็นผู้นำเขมรแดงและเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศกัมพูชาในปี ค.ศ.1976-1979   ภาพเหตุการณ์การสังหารประชาชนอย่างโหดเหี้ยม ด้วยวิธีต่างๆนานา หลังจากทรมานจนสาแก่ใจแล้ว พวกนักโทษก็จะถูกส่งไปยังเจืองเอ็ก (Choeung Ek) หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "ทุ่งสังหาร" (The Killing Field) เพื่อนำไปสังหารโดยวิธีการต่างๆ โดยไม่ใช้กระสุนปืนในการฆ่าและเมื่อฆ่าแล้วจะฝังศพเป็นหมู่ ภายหลังคุกทั้งสองนี้ถูกเวียดนามเข้ายึดได้ในปี ค.ศ.1979 ก็พบว่าคุกแรกมีนักโทษรอดชีวิตเพียงเจ็ดคนเท่านั้น ส่วนทุ่งสังหารก็พบศพกว่า 8,895 ศพ  ปัจจุบันสถานที่ทั้งสองได้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์เพื่อระลึกถึงความโหดร้ายของ เขมรแดงไว้เป็นอนุสรณ์เตือนใจถึงความไร้ซึ่งเมตตาปราณีของผู้นำประเทศในอดีต ที่เลวร้าย

 

11

ฟัง ประวัติศาสตร์ที่ไม่น่าจดจำเท่าไหร่มาพอสมควร ผ่อนคลายความรู้สึกกันสักหน่อย  พาคณะมาเดินหาของปลอบใจ ของฝากของที่ระลึกกันสักหน่อยที่ ตลาดมืด สินค้าที่น่าสนใจ ส่วนใหญ่จะเป็นเสื้อยืด และผ้าพันคอ ผ้าคลุมไหล่  เสื้อยืด ตัวละแค่ 50-60 บาทเท่านั้นค่ะ คุณภาพก็ถือว่าเกินราคาที่ซื้อค่ะ และอีกอย่างที่น่าซื้อ คือไม้แกะสลักรูปนางอัปสร สวยงามราคาไม่แพงแล้วแต่ขนาดและความสามารถในการต่อรอง

13

หลัง จากใช้พลังงานไปกับการช้อปปิ้งเรียบร้อยแล้ว รับประทานอาหารเย็นกันค่ะ  มื้อนี้ เป็นแบบบุฟเฟ่ต์เช่นเคย  แต่เมนูก็สลับปรับเปลี่ยนกันไปค่ะ

 

14

หลังรับประทานอาหารอาหารเรียบร้อยแล้ว นำคณะเดินทางสู่โรงแรมที่พัก  SMILING  HOTEL  & SPA  เรานอนที่นี่ทั้ง 2 คืนสบายๆไม่ต้องย้ายกระเป๋าทุกคืนห้องพักสะอาด อุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน มีบริการ สปา มีสระว่ายน้ำ อยู่นอกเมืองออกไปไม่ติดแหล่งช้อปปิ้ง แต่บริเวณหน้าโรงแรมมีรถ สกายแลปหรือ 3ล้อถีบ บริการให้ท่านเที่ยวชม บรรยากาศเมืองเสียมเรีบยามค่ำคืนได้นะคะ แถวใกล้ๆโรงแรมก็มีร้านขายของชำ เดินออกไปไกลหน่อยสัก 200-300 เมตร ก็จะเจอตลาดขายอาหารตามสั่งขายกับข้าวข้างทางทั่วไปเหมือนกันค่ะ

 

15 16

อรุณสวัสดิ์เช้าวันที่สองของการเดินทาง  วันที่ 4 สิงหาคม 2556

อาหารเช้ารับประทานกันที่โรงแรมนะคะ หลังอาหาร คณะเดินทางสู่ นครวัด ศาสนสถานที่เป็นศูนย์กลางทางศาสนาที่สำคัญเพียงแห่งเดียวที่ยังเหลือรอดมาจนถึงปัจจุบัน ตั้งอยู่ในเขตเมืองพระนคร จังหวัดเสียมเรียบ

สร้าง ขึ้นในรัชสมัยของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 สร้างเพื่อถวายแต่องค์ศิวะเทพ และเชื่อว่าที่นี่เป็นสุสานของพระเจ้าสุริยวรมันที่2 ด้วย  แต่เดิมเป็นเทวสถานแห่งศาสนาฮินดู สร้างเพื่อถวายแด่พระวิษณุ ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นศาสนาพุทธ นครวัดเป็นสิ่งก่อสร้างทางศาสนาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของโลก และได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของประเทศกัมพูชา เป็นสัญลักณ์ปรากฏในธงชาติ และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวหลักของประเทศ

ครั้งเมื่อสมัยพระเจ้าชัย วรมันที่ 7 ถือเป็นยุคที่เมืองพระนครเรืองอำนาจที่สุด พระเจ้าชัยวรมันที่ 7  ได้ทรงศึกษาหลักคำสอนในพุทธศาสนานิยายมหายาน  จึงทรงพยายามประสานแนวคิดเรื่องเทวราชาของกษัตริย์เขมรในสมัยก่อนเข้ากับ หลักคำสอนของพุทธศาสนา แต่พระองค์ก็ไม่ได้ทำสิ่งไดเพื่อปฏิรูปสังคม หรือลบล้างความเชื่อในศาสนาฮินดูเลย ในทางตรงข้าม ทรงผสานความเชื่อทั้งสองอย่างเข้าด้วยกันจนกลายเป็นสัญลักษณ์อันโดดเด่นของ กัมพูชา

ในปี 1177 พวกจามปา ได้ยกทัพเข้ารุกรานทั้งทางน้ำและทางบก พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 จึงได้ย้ายเมืองนครหลวง ไปสร้างเมืองนครธมและปราสาทบายน ห่างจากนครวัดออกไปทางทิศเหนือ และตั้งเมืองนครธมขึ้นเป็นเมืองหลวงใหม่

 

17

นครวัด มีขนาดใหญ่มากถึง 200,000 ตารางเมตร แผนผังทิศทางของปราสาทนครวัดแตกต่างจากเทวสถานในเมืองพระนคร  เพราะโคปุระใหญ่สร้างให้หันหน้าไปทางทิศตะวันตกไม่ได้หันไปทางทิศตะวันออก ความยิ่งใหญ่ของปราสาทนครวัด เกินที่จะพรรณนา เพียงแค่เดินข้ามคูน้ำกำแพงเข้าสู่ตัวปราสาท ก็รู้สึกและสัมผัสได้ถึงความยิ่งใหญ่ สุดปลายทางที่ทางเดินสู่ตัวประสาทสูงตระหง่านอยู่ มีความสูงถึง 65 เมตรเหนือฐานที่ซ้อนกันสามชั้น  มีประสาท 5 หลัง ตามคติความเชื่อที่ว่าเป็นศูนย์กลางของจักรวาล กำแพงด้านนอกยาวด้านละ 1.5 กิโลเมตร มีคูน้ำล้อมรอบตามแบบ มหาสมุทรบนสวรรค์ที่ล้อมรอบเขาพระสุเมรุ

ใช้ หินรวม 600,000 ลูกบาศก์เมตร ใช้แรงงานคนนับแสนขนหินและชักลากหินมาจากเขาพนมกุเลน ซึ่งอยู่ห่างออกไปกว่า 50 กิโลเมตร มาสร้างปราสาทนครวัดแห่งนี้

 

18

หอ สูง 60 กว่าเมตรศูนย์กลางของกลุ่มปราสาท อันเปรียบเสมือนศูนย์กลางของจักรวาลนั้น มีทางเดินขึ้นที่ชันมาก ราว 50 องศา แต่ก็กลับเป็นจุดสำคัญที่นักท่องเที่ยวทุกเพศทุกวัยจะต้องปีนขึ้นไปและไต่ลง มา ที่จุดบนสุดของหอนี้จะมองเห็นวิวที่สวยสุดของปราสาทนครวัด

 

19

สถาปัตยกรรมที่งดงามอีกอย่างหนึ่งของปราสาทนครวัด คือ ภาพแกะสลักนางอัปสร ที่มีอยู่มากกว่า 1600 รูป  ตามตำนานที่ปรากฏในมหากาพย์มหาภารตะ ของอินเดีย ที่กล่าวไว้ว่า นางอัปสร ได้ถือกำเนิดจากการกวนเกษียรสมุทรระหว่างเทวดาและอสูร ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างก็อยากมีชีวิตเป็นอมตะจึงเกิดการกวนเกษียรสมุทร เพื่อให้ได้น้ำอัมฤทธิ์ มาดื่มเพื่อเป็นอมตะ
คำว่า "อัปสร" นั้น หมายถึง ผู้ที่เคลื่อนไปในน้ำ อันเป็นกำเนิดของนาง และถือว่านางเป็นชาวสวรรค์ ในเรื่องเล่าของอินเดียมีการกล่าวถึงการกำเนิดนางอัปสรไว้มากมายหลายประการ นับว่าเป็นตัวละครที่สำคัญตัวหนึ่งในตำนานของอินเดีย ไม่น้อยไปกว่าเทพเจ้าและชาวสวรรค์อื่นๆ เรื่องราวและตำนานของนางอัปสร ที่มีมากมายในปราสาทนครวัด แต่ละองค์ก็มีลักษณะที่แตกต่างกันออกไป ทั้งเครื่องแต่งองค์ รูปร่าง หน้าตา หรือแม้แต่มวยผม คาดว่าคงขึ้นอยู่กับจินตนาการของผู้แกะสลัก

 

20

มุมนี้เป็นรูปแกะสลัก นางอัปสรที่อ่อนช้อยมากที่สุด กำลังร่ายรำแสดงความงดงามของแต่ละองค์
หลายท่านในภาพนี้ ก็คงอยากจะเป็นนางอัปสร นะคะ  ดูเอาเองว่าใครจีบสวย 555

 

21

รูปแกะสลัก นางอัปสร หลากหลายลักษณะ มากกว่า 1600 องค์  แต่ละจุด ภายในปราสาทนครวัด

หลังจากที่เราเพลิดเพลินกับศิลปะอันงดงามในปราสาทนครวัดเรียบร้อย เราเดินทางต่อไปยัง เมืองนครธม

เมืองนครธม ถูกสร้างและออกแบบเมื่อสมัยพระเข้าชัยวรมันที่7  กษัตริย์ผู้ที่สร้างโบราณสถานมากมายยิ่งกว่ากษัตริย์องค์ไดในเขมร  จากการออกแบบนครธมมีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาดใหญ่ มีกำแพงล้อมรอบสูง 8เมตร และมีคูน้ำกว้าง 100 เมตร  กำแพงแต่ละด้านยาว 3 กิโลเมตร  มีประตูเมือง 5ประตู  ผ่านเข้ามาถึงข้างในเมืองนครธม ภายในจะเป็นปราสาทบายน

พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทรงสร้างวปราสาทบายนขึ้นในปลายศตวรรษที่12 ตัวปราสาทถูกสมมุติให้เป็นทิพยสถานของเทพเจ้าบนยอดเขาพระสุเมรุ จึงตั้งอยู่ฐานซ้อนสามชั้น ชั้นล่างมีซุ้มโคปุระ มีระเบียงคดเชื่อมต่อกันทั้งหมด ผนังระเบียงแกะสลักภาพนูนต่ำ บอกเล่าเรื่องราว วิถีชีวิตชาวบ้าน จุดเด่นที่สุด คือทางเข้าด้านใต้ ที่มีลักษณะเป็นหน้า 4 หน้า ก่อนจะเข้าสู่บริเวณของปราสาท ตรงซุ้มประตูทางเข้าจะเป็นรูปปั้นบันทาย2แถว ทางด้านขวาจะเป็นแถวของยักษ์(อสูร) และทางด้านซ้ายจะเป็นแถวเทวดา เรียงรายแบกพญานาคอยู่สองข้างสะพาน บริเวณประตูด้านใต้นี้ได้รับการอนุรักษ์ฟื้นฟูไว้ได้ดีกว่าบริเวณอื่นๆ แต่ปัจจุบันนี้ลักษณะของรูปปั้นทั้งหลายก็ได้พุพังลงไปหลายๆส่วน บางรูปแทบไม่เห็นลักษณะว่าเป็นอะไรเลย

บริเวณทางเข้าไปปราสาท มีภาพแกพสลักนูนต่ำ ที่บอกเล่าเรื่องราววิถีชีวิตการทำมาค้าขายเหตุการณ์กิจกรรมสำคัญต่างๆ ไว้อย่างสนุกสนาน

 

22

ภาพแกะสลักนูนต่ำ ข้างหน้าทางเข้าปราสาทนครธม

บน ฐานชั้นสาม ด้านบน ท่านจะพบเห็นภาพแกะสลักหน้าคน ขนาดมหึมา ที่ดูลี้ลับแต่ก็แฝงด้วยรอยยิ้มที่อ่อนนุ่ม บนยอดปรางค์ทรงกลมจะสลักหน้าคนเห็นอย่างชัดเจน เชื่อกันว่ารูปสลักหน้าคนเหล่านั้น คือ พระพักตร์พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ที่ถือเป็นเอกลักณ์เฉพาะของปราสาทบายนที่นักท่องเที่ยวกล่าวถึงมากที่สุด

 

23

24

29

รูปปั้นบายน ที่ประสาทนครธม

หลัง จากศึกษาสถานที่และประวัติศาสตร์กันอย่างเมามันแล้ว เราเริ่มหิว เรานำคณะเดินทางไปรับประทานอาหารกลางวัน ณ ร้านอาหาร อาหารมื้อนี้เป็นอาหารแบบเซ็ทโต๊ะ อาหารเยอะมากค่ะะ ออกสไตส์เอาใจคนไทยนะคะ หน้าตาน่ากินเชียวค่ะ

 

30

หลังจากเติมพลังกันแล้ว เดินทางต่อกันเลยค่ะ

เราเดินทางสู่ ปราสาทบันทายศรี ออกเสียงตามภาษาเขมรว่า “บันเตียไส” มีความหมายว่า ป้อมสตรีหรือปราสาทสตรี เป็นปราสาทหินที่ยังคงความงดงามทที่สุดในประเทศกัมพูชา เป็นปราสาทที่สร้างเสร็จแล้วกว่า 1000 ปี แต่ความชัดเจนของลวดลายยังคงเหมือนเดิมเหมือนเพิ่งสร้างเสร็จ

ปราสาท บันทายศรี อยู่ห่างจากตัวเมืองเสียมเรียบ ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 30 กิโลเมตร เรียบทางน้ำแม่น้ำเสียมเรียบจนถึง อิศวรปุระ หรือเมืองของพระอิศวร  ปราสาทแห่งนี้จึงถูกสร้างเพื่อถวายแด่พระอิศวรในพระนาม “ตรีภูวน มเหศวร” หมายถึง ผู้เป็นใหญ่แห่งโลกมั้งสาม สร้างด้วยหินทรายสีชมพูหายาก สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 1510 ในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่4 และเสร็จในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่5 ในปี พ.ศ.1554

เมื่อเข้าสู่ปราสาท ปราสาทองค์แรกสร้างอยู่เหนือฐานเดียวกันซึ่งสูง 90 เซนติเมตร สองข้างขนาบด้วยบรรณาลัย ซึ่งเป็นที่เก็บรักษาตำราหรือวัตถุที่ใช้ในพิธีเคารพบูชา ซุ้มประตูหรือโคปุระทั้งหมดประดิษฐานปฏิมากรรมด้วยลวดลายที่งามวิจิตรอ่อน ช้อย ลวดลายประดับที่ปราสาทสลักไว้อย่างวิจิตรบรรจง รูปสลักเทพธิดาหรือนางอัปสราประดับไว้อย่างสง่างามและแลดูเหมือนมีชีวิตอยู่ จริง

 

3132

หลัง จากนั้นเราเดินทางกลับสู่เมืองเสียมเรียบกันค่ะ ตามเส้นทางเดิมที่เรามา เราจะกลับเข้าไปชม ความอลังการและมหัศจรรย์ของปราสาทตาพรหมกันต่อค่ะ

ปราสาทตาพรหม สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.1729 โดยพระเจ้าชัยวรมันที่7 ปราสาทหินยุคสุดท้ายของอาณาจักรเขมร และเป็นพุทธศาสนสถานที่พุทธศาสนามีความเจริญรุ่งเรืองมาก ต่อมาในสมัยที่กษัตริย์ฮินดูได้อำนวจคืนจากกษัตริย์การนับถือพุทธศาสนา จึงได้มีการทำลายศาสนสถานต่างๆบริเวณนี้ จนถึงทุกวันนี้ยังคงทิ้งไว้ถึงร่องรอยการทำลายเอาไว้

ลักษณะเด่นของ ปราสาทตาพรหมคือมีต้นไม้ใหญ่ขึ้นคลุมตัวปราสาท รากไม้ที่ใหญ่โตปกคลุมตัวปราสาทเป็นลักษณะต่างๆตามจินตนาการ ตัวปราสาทประกอบด้วยหมู่ปราสาททรงเตี้ยหลายหลังอยู่ในฐานเดียวกัน มีระเบียงทางเดินเชื่อมต่อถึงกันทั้งหมด โดยรอบปราสาทเป็นกำแพงที่ก่อด้วยศิลาแลง มีความกว้าง 700 เมตร ยาว 1000 เมตร

สำหรับการเดินทางเข้าชมในตัวปราสาทนั้น มีทางเข้า-ออกคนละทางกัน เที่ยวชมบรรยากาศและสถาปัตยกรรมตามทางเดินไปเรื่อยๆ จนถึงทางออกอีกทางหนึ่งของปราสาท ในปัจจุบันถือว่าปราสาท เกิดความทรุดโทรมไปมาก เนื่องจากใช้ถ่ายทำหนังหลายเรื่อง เช่น ทูมไรเดอร์ เจมส์บอนด์ ฯลฯ และเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้นักท่องเที่ยวได้รู้จักปราสาทตาพรหม จึงมีนักท่องเที่ยวจึงเข้าคิวเพื่อถ่ายรูปกับรากไม้มากกว่าซาบซึ้งใน ศิลปกรรม

 

33 34 35 36 37

วันนี้ ท่องดินแดนประวัติศาสตร์มาทั้งวัน ไปทานอาหารเย็นกันเลยดีกว่า เย็นนี้อาหารบุฟเฟ่ต์ นานาชาติอีกแล้ว  มีโชว์นางอัปสรให้ทุกท่านได้เพลิดเพลินระหว่างทานอาหารไปพร้อมกัน หลังอาหารเราเดินทางกลับสู่โรงแรมที่พัก พักผ่อนตามอัธยาศัย พรุ่งนี้เราก็จะได้เดินทางกลับกันแล้วละค่ะ

 

38

วันที่ 5 สิงหาคม 2556   

สวัสดี ยามเช้าค่ะ หลังจากรับประทานอาหารเช้า เรียบร้อยแล้ว เราไปเที่ยวชม ตลาดซาจ๊ะ ยามเช้าๆ บรรยากาศการขายผักขายปลา เราไปดูว่า เค้าขายอะไรกันค่ะ สินค้า ตอนเช้าๆแบบนี้ ส่วนมากจะเป็นอาหารสด ผักสด ผลไม้สด เนิ้อปลา  ของคาว-หวาน ราคาก็ย่อมเยาว์ กว่าบ้านเราหน่อยนึง แต่ตอนเข้าไปตลาด 5นาทีแรก ต้องทำใจก่อนนะคะ ...กลิ่นแรงมาก..ขอบอก ...

39

คน ละฝั่งถนน ก็จะเป็นตลาดช้อปปิ้งที่นักท่องเที่ยว เรียกว่า ตลาดมืด นั่นแหละค่ะ และก็ยังมีเวลาให้คณะ เดินเล่นชิวๆ เลือกหาซื้อของฝากของที่ระลึกกันต่อ เรียกว่าได้ของฝากติดไม้ติดมือกันอีกหลายชิ้นเหมือนกัน

หลังจากนั้น เราไปรับประทานอาหารเที่ยงกัน ณ ร้านอาหาร เชียงใหม่ เจ้าของร้านที่นี่เป็นคนเชียงใหม่ อาหารที่นี่เป็นอาหารไทยเลยละค่ะ รสชาติดีมากทีเดียวค่ะ บรรยากาศที่ร้าน สะอาดเรียร้อย เย็นๆ มีเพลงไทยให้ฟังค่ะ

 

40

 

ทาน อาหารเรียบร้อย เดินทางต่อค่ะ มุ่งหน้าสู่ อ.ศรีโสภณ และข้ามด่านผ่านการตรวจคนเข้าเมือง กลับสู่ฝั่ง อรัญประเทศ  ระหว่างทาง คณะทัวร์ตื่นเต้นกับอะไรบางอย่างข้างทาง เราจัดให้เลยค่ะ แมลงทอดอันโอชะ แซบหลายเลยละค่ะ

41

...ดูสิคะ... คนสวยๆ กินแมลงทอด... ดูเธอมีความสุขเนาะ .....

จบ ทริปนี้ ที่ตลาดโรงเหลือค่ะ พอเราข้ามด่านตรวจคนเข้าเมืองมา เราก็ไม่สามารถเก็บภาพคณะเราได้อีกเลย เนื่องจากว่า หายตัวไปช้อปปิ้งกันหมด เจอกันอีกทีที่รถตู้จอดรับเรา  การที่เราจะเอารถตู้เข้าไปจอดรับ-ส่ง ต้องเสียค่าจอดนะคะ ทั้งขาส่งและขารับ คิดเป็นคันค่ะ คันละประมาณ 200 บาท จะมีเจ้าหน้าที่มาเก็บจากคนขับรถตู้เองเลยค่ะ

 

การ เดินทาง ท่องเที่ยว เมืองเสียมเรียบ ประเทศกัมพูชา ในครั้งนี้ ต้องขอขอบพระคุณผู้ใหญ่ใจดี พี่นะ  ผู้บริหารหนุ่มไฟแรง พร้อมคณะเดินทางที่น่ารักที่สุด ในความกรุณา ให้ความไว้วางใจ เราได้ให้บริการทุกท่านตลอดมา  

ขอขอบพระคุณ บริษัท คลิสเลอร์เคลมเลอร์ จำกัด ด้วยความจิงใจ

 

  • ลงทะเบียนเพื่อรับข่าวสาร

    ลงทะเบียนเพื่อรับข่าวสารของเราเพื่อรับข้อเสนอหรือโปรโมชั่น