บันทึกนักเดินทาง >> ทริปเที่ยวญี่ปุ่น

โตเกียว – ฟูจิ – สกี รีสอร์ท 6 วัน 3 คืน วันที่ 4 – 9 ธันวาคม 2556

05 ตุลาคม 2558

บันทึกการเดินทาง โตเกียว – ฟูจิ – สกี รีสอร์ท 6 วัน 3 คืน

วันที่ 4 – 9 ธันวาคม 2556

 

viagra online pfizer

OHAYO JAPAN  ประเทศญี่ปุ่นนับเป็นประเทศในฝันที่ใครๆก็คิดว่าในชีวิตจะต้องมาเหยียบให้ได้ ผมก็เป็นหนึ่งในนั้นที่ฝันจะมาให้ได้ ในเมื่อผมมีโอกาสดีๆ จงนำเรื่องราวที่ได้ไปสัมผัสมา กลับมาเล่าสู่กันฟัง เพื่อจะได้เป็นไอเดียหรือแนวทางในการจัดเส้นทางท่องเที่ยว จะได้ไม่เสียเวลา เสียเงินที่หยอดกระปุกเก็บมาตั้งนาน ก่อนอื่นเรามารู้จักประเทศญี่ปุ่นกันก่อนครับ ประเทศญี่ปุ่นเป็นหมู่เกาะที่ประกอบไปด้วยเกาะใหญ่ๆ 4เกาะ เช่น เกาะฮอกไกโด เกาะฮอนชู เกาะชิโกกุและเกาะคิวชู นอกจากนี้ยังมีเกาะน้อยใหญ่ อยู่กระจัดกระจายออกไป เช่น เกาะโอกินาว่า เป็นต้น ตั้งอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิก ทางตะวันออกติดกับคาบสมุทรเกาหลี และสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมีทะเลญี่ปุ่นกั้น ส่วนทางทิศเหนือ ติดกับประเทศรัสเซีย มีทะเลโอฮอส์ค เป็นเส้นแบ่งแดน ด้วยญี่ปุ่นมาเนื้อที่ 377,872 ตารางกิโลเมตร ญี่ปุ่นจึงเป็นประเทศที่ใหญ่เป็นขนาดอันดับที่ 60 ของโลก ยังแบ่งเป็น 5 ภาค เรียงจากเหนือลงมาคือ โทโฮะกุ คันโต จูบุ คิงคิ และจูโงกุมีจังหวัดต่าง ๆ ทั้งหมด 47 จังหวัด ( Prefecture ) แบ่งเป็นเมืองต่าง ๆ รวมทั้งหมดมากกว่า 650 เมืองโดยมีโตเกียว เป็นเมืองหลวง ของประเทศมาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2411 พื้นที่ประมาณ 3 ใน 4 ของญี่ปุ่นจะเป็นภูเขาและเนินเขา ซึ่งอุดมไปด้วยป่าไม้ แม้ว่าความต้องการใช้ไม้จะมีมาก แต่การตัดไม้นั้นมีน้อย เนื่องจากญี่ปุ่น หันไปนำเข้าไม้ราคาถูกจากต่างประเทศ แทนการทำลายป่า ประเทศญี่ปุ่นมีสภาพภูมิศาสตร์ที่หลากหลาย เช่น อากาศหนาวเย็นเกือบตลอดทั้งปีที่ฮอกไกโด ไปจนถึงอากาศร้อนชื้นทั้งปี แบบทะเลสาบทางใต้ ที่โอกินาว่า จึงทำให้ประเทศญี่ปุ่นสามารถเดินทางท่องเที่ยวได้ตลอกทั้งปีโดยที่เราไม่รุ้สึกเบื่อ ญี่ปุ่นจะมีอุณหภูมิเฉลี่ยตลอดทั้งปีที่แตกต่างกัน โดยอากาศจะอบอุ่นเย็นสบายในช่วงเดือนเมษายน และจะค่อยๆ เริ่มร้อนในเดือนพฤษภาคม ก่อนที่จะกลับมาเย็นอีกครั้งในช่วงเดือนตุลาคม และเข้าสู่หน้าหนาวประมาณเดือนธันวาคม โดยทั้งนี้อุณหภูมิในแต่ละพื้นที่จะสูงต่ำไม่เท่ากัน เราต้องตรวจสอบสภาพอากาศในแต่ละเมืองที่เราไป โดยเฉพาะในช่วงเปลี่ยนฤดู เช่น จากฤดูหนาวเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ (มีนาคม) ที่อากาศจะขึ้นๆลงๆ บางวันหนาวมาก บางวันร้อนมาก อาจทำให้เราเป็นหวัดได้ นอกจากมีสภาพทางภุมิศาสตร์เป็นหมู่เกาะแล้ว ประเทศญี่ปุ่นยังอยู่ในเขตวงแหวนภูเขาไฟ ซึ่งเรียกง่ายๆ ก็คือ ญี่ปุ่นอยู่ในเขตรอยเลื่อนแผ่นดินไหวนั้นเอง เพราะสภาพภูมิศาสตร์ที่เต็มไปด้วยภูเขาไฟนั้นเอง จำทำให้ประเทศญี่ปุ่นเต็มไปด้วยบ่อน้ำพุร้อน

ทริปนี้เราเดินทางด้วยสายการบินไทยครับ บินตรงและไม่ต้องถามถึงเรื่องบริการ การบินไทย ติดอันดับ 1 ใน 10 เรื่องการบริการ

  • สนามบินนาริตะ อย่าคาดหวังว่าเราจะเห็นอาคารผู้โดยสารอันใหญ่โตมโหฬารของสนามบินแห่งนี้ เพราะสนามบินนานาชาตินาริตะได้ปรับปรุงและพัฒนาขึ้นมาจากสนามบินเก่า NEW TOKYO INTERNATIONAL AIRPORT ที่มีอายุ 28 ปีแล้ว แต่เดิมเที่ยวบินต่างประเทศจะไปลงที่สนามบินฮาเนดะ ที่อยู่ทางใต้ของกรุงโตเกียวค่อนไปทางนาโกย่า ปัจจุบันใช้เป็นสนามบินรองรับเที่ยวบินภายในประเทศและต่างประเทศบางสายการบินเท่านั้น สนามบินนาริตะ ปรับปรุงเปลี่ยนโฉมใหม่เสร็จและเปิดให้บริการอีกครั้งเมื่อปี ค.ศ. 2004 พร้อมเปลี่ยนชื่อใหม่ Narita International Airport รองรับเที่ยวบินนานาชาติ เป็นประตูสู่ญี่ปุ่นและเป็นศูนย์กลางการบิน (Air Hub) เชื่อมต่อทวีปยุโรป ภายในตัวอาคารจะมองดูว่าเฉย ไร้ความงดงานของสถาปัตยกรรมการก่อสร้าง แต่ต้องลองเข้าไปดูภายในตัวอาคารครับ จะเห็นการออกแบบตัวอาคารที่ดูโล่งสบายและผ่อนคลาย ไม่สับสนพร้อมระบบเทศโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัย สนามบินนาริตะ จะมีอาคารผู้โดยสารอยู่ 2 อาคาร คือ Terminal 1 แบ่งออกเป็น North Wing ใช้เป็นที่ทำการของกลุ่ม Sky team เช่น สายการบินคาเธ่ย์แฟซิคฟิก โคเรียนแอร์ South Wing เป็นกลุ่มของพันธะมิตร Star Alliance ที่มี ANA ยึดเป็นฐานปฏิบัติการรวมทั้งสายการบินไทยและสิงคโปร์แอร์ไลน์ ส่วน Terminal 2 จะเป็นกลุ่ม One World ที่มีเจแปนแอร์ไลน์ สายการบินเจ้าบ้านที่แตกออกเป็นอีกหลายสายการบินย่อย โดยสารการบินในแต่ละกลุ่มดังกล่าว ผู้โดยสารสามารถเช็คอินโหลดกระเป๋าร่วมกันได้เลยครับ ลงจากเครื่องมา เดินแปบเดียวก็ถึงด่านตรวจคนเข้าเมือง รับประเป๋า และผ่านด่านศุลกากรที่ไม่มีอะไรต้องสำแดง เดินตรงไปเรื่อยๆก็ถึง จุดนัดพบซึ่งจะมีบริการรถไฟฟ้า รถบัสที่จะวิ่งเข้าสู่เมืองโตเกียว
  • เราจะเดินทางลอดทางด่วนพิเศษซึ่งเป็นอุโมงค์ใต้ทะเล หรือที่ญี่ปุ่นเรียกว่า “โตเกียว อควาไลน์” ซึ่งเป็นทางด่วนทีเชื่อมระหว่างเมืองคิซาระสุ จังหวัดชิบะ และเมือง คาวาซากิ จังหวัด คานากาว่า ซึ่งเป็น 2 จังหวัดที่หันหน้าชนกันโดยมีอ่าวโตเกียวคั่นอยู่ระหว่างกลาง โดยมีอควาไลน์เป็นทางเชื่อมถึงกันและช่วยลดระยะเวลาการเดินทางได้อีกด้วย ซึ่งความพิเศษของทางด่วนนี้อยู่ที่การเป็นทางด่วนที่ได้รับการรับรองให้เป็นอุโมงค์ใต้ทะเลผสมสะพานที่ยาวที่สุดในโลก ซึ่งจะแวะจุดพักรถชมวิวตรงบริเวณกลางทาง ซึ่งมีชื่อเรียกว่า TOKYO BAY OASIS หรือ “อุมิโนะ โฮตารุ” (หิ่งห้อยแห่งทะเล)ให้ท่านได้เพลิดเพลินกับการถ่ายภาพามมหัศจรรย์ของสิ่งก่อสร้างที่มนุษย์สร้างขึ้นในอ่าวโตเกียว ซึ่งนอกจากจะเป็นที่พักรถแล้วที่นี่ก็ยังมีร้านขายของที่ระลึก ภัตตาคาร รวมไปถึงร้านเกมส์ให้พักผ่อนหย่อนใจกันอีกด้วย..
  • ภาพบน : ตู้กดเครื่องดื่มของประเทศญี่ปุ่น เราจะพบเห็นได้ทุกที่ มีตั้งแบบเครื่องดื่มร้อนและเย็น ภาพล่าง : TOKYO BAY OASIS จะมีทั้งหมด 5 ชั้น โดยชั้นบนสุดจะเป็นจุดชมวิว ส่วนชั้นอื่นๆ ก็จะเป็นโซนของร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึกและร้าน จากนั้นเราเดินทางสู่ เมืองคามาคุระ (KAMAKURA) ซึ่งตั้งอยู่ที่จังหวัดคานากาวา ใช้เวลาเดินทางจาก โตเกียว เบย์ อควาไลน์ ประมาณ 1 ชม. เมืองคามาคุระในสมัยก่อนเคยเป็นเมืองหลวงเก่าของญี่ปุ่น สมัยโชกุนมินาโมโตะ โยริโทโมะ ที่ได้รับวัฒนธรรมทางพุทธศาสนามาจากประเทศจีนเป็นส่วนใหญ่ และเป็นแหล่งกำเนิดวัดนิกายเชน มาเมืองคามาคุระแล้ว ก็ไม่พลาดที่จะได้ไหว้พระใหญ่ ไดบุตสึ ซื่งชื่อจริงว่า “พระอมิตตาพุทธ นิโอยุราอิ” ตั้งอยู่ที่ภายในวัดโคโตกุอิน แต่คนไทยจะติดปากเรียก ไดบุตสึ (DAIBUTSU) ซึ่งแปลว่า “องค์พระใหญ่”องค์ที่เราเห็นปัจจุบันนี้สร้างมาจากสำริด เสร็จเมื่อปี พ.ศ. 1795 ความสูงรามฐานอยู่ที่ 13.35 เมตร เฉพาะตัวองค์พระนั้นสูง 11 เมตร น้ำหนักราว 122 ตัน ถ้ามองไกลๆ จะเห็นองค์พระไม่สมส่วนดูจากพระหัตถ์นั้นดูเล็กนิดเดียว หากอยากดูให้องค์พระนี้สมส่วน ต้องเข้าไปยืนใกล้ๆห่างจากองค์พระ 4 – 5 เมตร แล้วแหงนหน้ามองขึ้นไป จะเห็นองค์พระดูสมส่วนรับกันทั้งองค์สวยงามมาก ส่วนที่เราเห็นองค์พระเป็นสีเสียว เกิดจากที่สำริดทำปฏิกิริยาออกซิเดชั่นกับสภาพอากาศทั้งฝนและหิมะมานานจนกลายเป็นสีเขียว ถ้าหากเราสังเกตดีๆ จะเห็นรอยเชื่อมต่อโลหะ เชื่อมพระพุทธรูปองค์นี้ให้เป็นรูปร่างซ้อนกันรวมทั้งหมด 8 ชิ้น ที่เกิดจากความศรัทธาของชาวพุทธทั่วญี่ปุ่นที่มีส่วนร่วมในการบริจาคบูรณปฏิสังขรณ์พระองค์ขึ้นมาใหม่ รวมทั้งพระองค์นี้ก็สร้างเรื่องราวปาฏิหาริย์มากมาย เดิมองค์พระใหญ่นั้นแกะสลักมาจากไม้ มีความสูงถึง 24 เมตร ประดิษฐานในวิหาร แต่เมื่อเกิดพายุใต้ฝุ่น ทำให้วิหารกับพระองค์ใหญ่ได้รับความเสียหายเกิดกว่าที่จะซ่อมแซมได้ Inada Notsubone สตรีที่เคยรับใช้โชกุนโยริโมโตะ มินาโมโตะ กับหลวงพ่อโจโคะ จึงต้องออกเดินทางบอกบุญไปยังพุทธศาสนิกชน เพื่อสร้างองค์พระใหญ่อีกครั้ง คราวนี้ไม่ได้สร้างจากไม้แล้ว แต่สร้างด้วยทองสำริด เสร็จในปี พ.ศ. 1795 ต่อมาก็เกิดพายุไต้ฝุ่นบ้าง แผ่นดินไหวบ้าง ทำให้วิหารที่สร้างครอบองค์พระได้รับความเสียหาย ถึงแม้ว่าจะมีการซ่อมแซมขึ้นมาใหม่ก็โดนภัยทางธรรมชาติหลายครั้งหลายหน จนกระทั้งในปี พ.ศ. 2041 ได้เกิดภัยธรรมชาติครั้งร้ายแรง เกิดคลื่นยักษ์สึนามิ พัดถล่มชายเมืองคามาคุระทำให้บ้านเรือน สิ่งก่อสร้างต่างๆได้รับความเสียหายรวมทั้งวิหารขององค์พระใหญ่ด้วย แต่องค์พระใหญ่นั้นกลับประดิษฐานอยู่ที่เดิมไม่เคลื่อนย้ายไปไหน และประทับอยู่กลางแจ้งนับตั้งแต่บัดนั้นจนถึงทุกวันนี้
  • ซ้าย : จุดจำหน่ายตั๋วเข้าชมองค์พระใหญ่ / ขวา :ค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ 200 เยน / เด็ก 150 เยน
  • ซ้าย : เวลาเปิดให้เข้าชมครับ / ขวา : ทางเข้าและทางออก เข้าชมองค์พระใหญ่
  • พอผ่านประตูทางเข้ามา จะมีอ่างล้างมือบ้วนปากชำระสิ่งสกปรก ซึ่งจะมีเหมือนกันทุกวันเลย ทำตามเขาไปได้เลย เป็นธรรมเนียมครับ // บางวันเราก็จะเจอกลุ่มนักเรียน นักศึกษาของญี่ปุ่นมาทัศนะศึกษากันครับ เพราะทุกโรงเรียนเขาจะบังคับให้มีการทัศนะศึกษา ประวัติศาสตร์ สถานที่ท่องเที่ยวต่างๆของประเทศคับ
  • ลงทะเบียนเพื่อรับข่าวสาร

    ลงทะเบียนเพื่อรับข่าวสารของเราเพื่อรับข้อเสนอหรือโปรโมชั่น