บันทึกนักเดินทาง >> ทริปเที่ยวพม่า

เที่ยวสงกรานต์ที่พม่ากับ SweetiiZ ♥ ♥ 12-15 เมษายน 2557

23 ธันวาคม 2558

ย่างกุ้ง-หงสาวดี-พระธาตุอินทร์แขวน-สิเรียม 4 วัน 3 คืน (8M)

มิงกะลาบา  ขอกล่าวทักทายทุกท่านด้วยภาษาพม่านะคะ เพราะทริปนี้เราจะพาทุกท่านไปเที่ยวพม่าในช่วงสงกรานต์กันค่ะ กับทริป “ย่างกุ้ง-หงสาวดี-พระธาตุอินทร์แขวน-สิเรียม 4 วัน 3 คืน (8M)” ทริปนี้เราเดินทางกันวันที่ 12-15 เม.ย.57 นะคะ ซึ่งตรงกับช่วงสงกรานต์พอดี แน่นอนค่ะว่าทริปนี้จะมีบรรยากาศพิเศษๆที่แตกต่างไปจากทริปอื่น แต่จะแตกต่างอย่างไรนั้น ตามมาเลยค่ะ

 

วันแรกของการเดินทาง 12 เมษายน 2557

เราออกจากเดินทางจาก สนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ ไป สนามบินย่างกุ้ง โดย สายการบิน MYANMAR AIRWAYS (8M) กันค่ะ ไฟลท์บินวันนี้คือไฟลท์ 8M332 เราใช้เวลาอยู่บนเครื่องโดยประมาณ 50 นาที ค่ะ

1

 

ใช้ เวลาไม่นานมากนัก เราก็ถึง สนามบินย่างกุ้ง กันแล้วค่ะ มีไกด์ท้องถิ่นมายืนรอรับคณะเราที่ตรงประตูทางออกค่ะ ซึ่งไกด์ท้องถิ่นที่จะมาดูแลพวกเรานั้นชื่อว่า “น้องนาง” ค่ะ จากนั้นพาทุกท่านไปรับประทานอาหารเย็นกันที่ ภัตตาคาร Bangkok Kitchen ซึ่งเป็นร้านอาหารไทยค่ะ

 

2

 

เมื่ออิ่มท้องกันแล้ว ตาก็เริ่มจะปิด อยากจะทิ้งร่างลงบนเตียงนอนนุ่มๆ สำหรับวันนี้เราจะพักกันที่ โรงแรม YUZANA HOTEL ราตรีสวัสดิ์ค่ะ ^_^zzZ

 

3

 

 

 วันที่สองของการเดินทาง 13 เมษายน 2557

เติม พลังด้วยอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม ก่อนออกเดินทางไปตะลุยหงสากันค่ะ อาหารที่นี่จะเป็นแบบ บุฟเฟ่ต์ให้ทุกท่านได้เลือกทานกันค่ะ

 

4

 

เมืองหงสาวดี หรือ เมืองพะโค (BAGO) อยู่ทางตอนเหนือของย่างกุ้ง ประมาณ เกือบ 80 กม. จะใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง เนื่องจากสภาพถนน ที่เป็นหลุมบ่อ และการจำกัดความเร็วไม่เกิน 60 กม./ชม. อีกทั้งเป็นช่วงสงกรานต์การเดินทางจึงมีความล่าช้าไปบ้าง เนื่องจากรถติดมากเพราะคนพม่าจะออกมาเล่นสงกรานต์กัน ไกด์แอบกระซิบมาว่าคนพม่าได้หยุดช่วงสงกรานต์ตั้ง 10 วัน ( มากกว่าบ้านเราอีกเนาะ T_T ) และการเข้าวัดในพม่านั้น ต้องถอดรองเท้าและถุงเท้า เพื่อเป็นการทำความเคารพต่อสถานที่ พระสงฆ์ก็ต้องปฏิบัติเช่นกัน ถึงแม้แดดจะร้อนเพียงใดก็ตาม แต่ด้วยศรัทธาอันแรงกล้าที่มาเพื่อแสวงบุญจึงไม่ใช่เรื่องลำบากมากนักที่ ต้องเดินเท้าเปล่าและปฏิบัติตามธรรมเนียมที่เคร่งครัดมาแต่สมัยโบราณ

ระหว่างทางเราจะแวะซื้อของกันที่ ซุปเปอร์มาเก็ต ICELAND MART เพื่อไปใส่บาตรพระที่ วัดไจ้คะวาย ค่ะ ที่วัดไจ้คะวายแห่งนี้ เป็นวิทยาลัยสงฆ์ สอนพระพุทธศาสนา เปรียญธรรมชั้นตรี โท และเอก ที่มีชื่อเสียงของพม่า มีพระภิกษุและสามเณรเป็นจำนวนมากมาศึกษาพระไตรปิฎก ทุกท่านสามารถนำของที่เตรียมมานำมาถวายได้ค่ะ ซึ่งทั้งพระภิกษุและสามเณรจะเดินเรียงแถวกันเข้ามาเพื่อให้ทุกท่านได้ใส่ บาตรกันค่ะ

 

5

 

จากนั้นนำท่านนมัสการ เจดีย์ชเวมอดอ (พระธาตุมุเตา) เจดีย์ 1 ใน 5 ของเจดีย์ชื่อดังและมีความยิ่งใหญ่ที่สุดในพม่า เป็นพระมหาธาตุเจดีย์สำคัญที่อยู่ใน เมืองพะโค (หงสาวดี) เจดีย์โบราณที่ก่อสร้างมาตั้งแต่สมัยมอญเรืองอำนาจ มีการบูรณะและต่อเติมอีกหลายครั้ง ภายในเจดีย์เพื่อบรรจุพระทันตธาตุของพระพุทธเจ้า ตั้งแต่สมัยพระเจ้าราชาธิราช ต่อมาในสมัยพระเจ้าธรรมเจดีย์ได้โปรดให้มีการ หล่อระฆังจารึกไว้ที่ฐานพระมหาธาตุเจดีย์ชเวมอดอ มีชื่อเรียกในภาษาพม่าและคนไทยก็คุ้นเคยกับชื่อนี้คือ พระธาตุมุเตา แปล ว่า "จมูกร้อน" ทั้งนี้เพราะกล่าวกันว่าพระมหาธาตุองค์นี้สูงมาก จนต้องแหงนหน้ามองต้องกับแสงแดด ทั้งนี้เนื่องจากพระมหาธาตุเจดีย์ชเวมอดอนั้นเป็นเจดีย์ที่มีความสูงที่สุด ในพม่า พระมหาธาตุเจดีย์ชเวมอดอ มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ ใช้เป็นที่ทำพระราชพิธีเจาะพระกรรณของพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ เมื่อครั้งพระองค์ขึ้นครองราชย์ใหม่ๆ ภายใต้วงล้อมของทหารมอญหลายหมื่นนายที่เป็นศัตรู แต่ก็ไม่อาจทำอะไรพระองค์ได้ เมื่อพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้สามารถยึดพะโคเป็นราชธานีแห่งใหม่ได้สำเร็จ ในรัชกาลต่อมาคือพระเจ้าบุเรงนอง ได้มีการสร้างฉัตรถวายเพิ่มเติมอีกหลายชั้น จนพระมหาธาตุสูงขึ้นอีกหลายเท่า และทรงถอดมณีที่ประดับยอดมงกุฎของพระองค์ถวายเป็นพุทธบูชาสูงสุด อีกทั้งกล่าวกันว่าก่อนที่พระองค์จะออกทำศึกคราใด จะทรงมานมัสการพระมหาธาตุนี้ก่อนทุกครั้ง ซึ่งในปัจจุบันจุดที่เชื่อว่าพระองค์ทำการสักการะก็ยังปรากฏอยู่ และสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเมื่อครั้งยกทัพมาตีพะโคก็ได้เสด็จมานมัสการด้วย ในปี พ.ศ. 2473 ได้เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ จนพระมหาธาตุได้พังทลายลงมา หลังจากนั้นก็ได้มีการบูรณะ แต่ซากพระมหาธาตุองค์เดิมก็ได้มีการจัดแสดงไว้ในที่เดิม ปัจจุบันพระเจดีย์สูงถึง 114 เมตร ถ้าเดินรอบๆองค์เจดีย์ ท่านจะได้เห็นซากเจดีย์องค์เดิมที่ พังทะลายลงมาเมื่อเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่

 

6

 

จากนั้นไปรับประทานอาหารกลางวันกันที่ ภัตตาคารเจ้าสัว ซึ่งขยายร้านใหม่ตั้งอยู่นอกเมืองหงสาวดี ที่นี่ท่านจะได้ทานกุ้งแม่น้ำตัวใหญ่ ท่านละ 1 ตัว ค่ะ (ไม่ต้องแย่งกันๆ อิอิ ^^)

 

7

 

อิ่มท้องแล้วก็เดินทางกันต่อไปยัง วัดเจดีย์ไจ๊ปุ่น หรือ พระนั่ง 4 ทิศ มีอายุกว่า 500 ปี เป็นวัดที่สร้างเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยขนาดใหญ่ 4 องค์ หันพระพักตร์ไปทุกทิศ พระเจ้าธรรมเจดีย์ทรงสร้างขึ้นในปี 1467 พระเจดีย์กก่อเป็นแกนทึบรูปทรงสี่เหลี่ยมอยู่ตรงกลาง มีพระพุทธรูปนั่งสูง 30 เมตรประดิษฐานอยู่สี่ทิศ แทนองค์สมเด็จพระสมณโคดม (หันพระพักตร์ไปทางทิศเหนือ) กับพระอดีตพุทธเจ้าอีกสามองค์ อันได้แก่ พระโกนาคมน์ (หันพระพักตร์ไปทางทิศใต้) พระกกุสันธะ (หันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก) พระกัสสปะ (หันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันตก) ซึ่งพระพุทธรูปกัสสปะนั้นชำรุดผุพังมาก เนื่องจากเกิดแผ่นดินไหวในปี 1930 และได้บูรณะขึ้นใหม่เมื่อ พ.ศ.2019 มีตำนานว่า เจดีย์ไจ้ปุ่น สร้างโดยสี่สาวพี่น้องที่อุทิศตนให้กับ พระพุทธศาสนาสร้างพระพุทธรูปแทนตนเอง และสาบานตนไม่ข้องแวะกับบุรุษเพศ เชื่อกันว่าหากคนใดคนหนึ่งแต่งงาน พระพุทธรูปก็จะพังลงมา ในที่สุดแล้วน้องสาวคนสุดท้อง กลับพบรักกับชายหนุ่มและแต่งงานกัน จึงเกิดอาเพศฟ้าผ่าพระพุทธรูป ที่แทนตัวของน้องสาวคนสุดท้องพังทลายลงมา จนต้องมีการสร้างขึ้นมาใหม่ตามที่เห็นในปัจจุบัน โดยพระพุทธรูปองค์นี้จะมีลักษณะแตกต่างจากองค์อื่นๆ คือ พระพักตร์จะเศร้ากว่าองค์อื่นค่ะ

 

8

 

หลังจากเที่ยวเมืองหงสากันครบแล้ว เราก็นั่งรถต่อไปยัง พระธาตุอินทร์แขวน เราต้องเปลี่ยนจากรถบัสเป็นรถหกล้อในการขึ้นเขา ใช้เวลาประมาณ 1ชั่วโมง ค่ะ ระหว่างทางก็จะมีคนพม่าเล่นสงกรานต์กันด้วย ขอบอกว่างานนี้มีเปียกค่ะ เราก็ต้องเตรียมความพร้อมด้วยการใส่ชุดกันฝนค่ะ

 

9

 รถหกล้อที่เราใช้ขึ้นเขาไปยังพระธาตุอินทร์แขวนค่ะ ใส่ชุดกันฝนเตรียมพร้อมกันสุดๆ อิอิ

 จากนั้นเราก็ไปทำการเช็คอินเพื่อเข้าที่พักเก็บสัมภาระค่ะ คืนนี้เราจะพักกันที่ โรงแรม Kyaik Hto Hotel ค่ะ บนอินทร์แขวนอากาศจะเย็นกว่าข้างล่างจนเห็นได้ชัด ยิ่งหน้าร้อนแบบนี้ ขึ้นมาบนอินทร์แขวนเราจะรู้สึกเย็นสบาย มาดูที่พักของเรากันค่ะ

 

10

 

พระธาตุอินทร์แขวน หรือ พระเจดีย์ไจ้ทีโย พระ ธาตุอินทร์แขวนนี้นับเป็น 1 ใน 5 มหาบูชาสถานสูงสุดของพุทธศาสนิกชนชาวพม่า พระธาตุอินทร์แขวน หรือ ไจ้ก์ทิโย หมายความว่า หินรูปศรีษะฤๅษี พระธาตุอินทร์แขวน ตั้งอยู่ที่เมืองไจ้ก์โถ่ อำเภอสะเทิม เขตรัฐมอญของประเทศพม่า บนยอดเขาพวงลวง เหนือระดับน้ำทะเล 3,615 ฟุต ลักษณะเด่นของพระธาตุอินทร์แขวนคือ มีลักษณะเป็นก้อนหินสีทองขนาดใหญ่สูง 5.5 เมตร ตั้งอยู่บนหน้าผาสูงชันอย่างหมิ่นเหม่ เหมือนจะหล่นและท้าทายแรงดึงดูดของโลกโดยไม่ตกลงมาอย่างเหลือเชื่อ พระธาตุอินทร์แขวนนับเป็น1 ใน 5 สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่ชาวพม่าต้องไปสักการะ และยังเป็นพระธาตุประจำปีจอ (สุนัข) ที่คนเกิดปีนี้ต้องไปนมัสการสักครั้งหนึ่งในชีวิต มีตำนานเล่าขานกันในสมัยพุทธกาลว่า ฤๅษีติสสะเป็นผู้หนึ่งที่ได้รับพระเกศาจากพระพุทธเจ้าที่ได้ทรงมอบให้ไว้ เป็นตัวแทนของพระพุทธองค์ให้ประชาชนสักการะ เมื่อครั้นได้มาแสดงธรรมเทศนา ณ ดินแดนสุวรรณภูมิ ผู้ที่ได้รับมอบพระเกศาต่างก็นำไปบรรจุในสถูปเจดีย์ ส่วนฤๅษีติสสะกลับนำไปซ่อนไว้ในมวยผม เมื่อเวลาล่วงเลยถึงคราวที่ฤๅษีติสสะจะต้องละสังขารเต็มที เขาตั้งใจไว้ว่าจะนำพระเกศาไปบรรจุไว้ในก้อนหินที่มีรูปร่างคล้ายกับศีรษะ ของเขา ท้าวสักกเทวราช (พระอินทร์) จึงช่วยเสาะหาก้อนหินดังกล่าวจากใต้ท้องมหาสมุทรและนำมาวางหรือแขวนไว้บน ภูเขาหิน บางตำนานก็เล่าว่า มีฤๅษีองค์หนึ่งซ่อนพระเกศาที่ได้รับมาจากพระพุทธเจ้า เมื่อครั้นมาโปรดสัตว์ในถ้ำไว้ในมวยผมมาเป็นเวลานาน เมื่อใกล้ถึงวาระที่จะต้องละสังขารจึงตัดสินใจมอบพระเกศาให้กับพระเจ้าติสสะ กษัตริย์ผู้ครองนครแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นบุตรของลูกศิษย์ที่นำมาฝากให้ฤๅษีช่วยเลี้ยงดูตั้งแต่เล็ก แต่ก่อนอื่นพระเจ้าติสสะต้องหาก้อนหินที่มีลักษณะคล้ายศีรษะของฤๅษี โดยมีพระอินทร์เป็นผู้ช่วยค้นหาจากใต้สมุทรนำมาวางไว้ที่หน้าผา

 

11

 

น่าทึ่งใช่มั้ยล่ะคะ? เมื่อนมัสการพระธาตุอินทร์แขวนกัน แล้ว สมควรแก่เวลาก็ลงมารับประทานอาหารเย็น ณ ห้องอาหารของโรงแรมค่ะ จากนั้นก็อิสระทุกท่านตามอัธยาศัย ท่านใดจะเข้าพักผ่อนหรือจะเดินกลับขึ้นไปบนพระธาตุอินทร์แขวนก็ได้ค่ะ

 

 วันที่สามของการเดินทาง 14 เมษายน 2557

อรุณสวัสดิ์ค่ะ ^___^ อากาศยามเช้าบนอินทร์แขวน ขอบอกว่าเย็นสบายมากเลยค่ะ นึกแล้วก็ไม่อยากกลับลงไปข้างล่างเลย (มันร้อนนนน!!! ) ทานอาหารเช้ากันแล้ว ก็เตรียมพร้อมออกเดินทางกันต่อ โดยไปขึ้นรถหกล้อกลับลงไป เพื่อมาขึ้นรถบัสที่จอดรออยู่ด้านล่างค่ะ จากนั้นก็นั่งรถกลับเข้าเมืองหงสาค่ะ ระหว่างทางจะแวะให้เข้าห้องน้ำกันที่ร้านชาชัก ซึ่งชาชักที่นี่อร่อย หวาน มัน เข้มข้น ไม่แพ้บ้านเราเลยค่ะ นั่งรถกันได้สักพักท้องก็เริ่มร้อง เราจะแวะทานอาหารกลางวันกันที่ ภัตตาคาร 555 (Three five) ค่ะ ได้กินกุ้งแม่น้ำกันอีกแล้วววว เย้!!! ^___^ หลังจากอิ่มท้องก็พร้อมที่จะลุยต่อแล้วใช่มั้ยคะ?

 

12

 ระหว่างทางแอบชักภาพคู่กับน้องนาง ไกด์สาวพม่าคนงามนิดนึง 5555 ^O^

ถึงแล้วจ้า!!! วัดแรกของวันนี้ก็คือ พระพุทธไสยาสน์ชเวตาเลียว หรือที่คนไทยรู้จักในนาม พระนอนยิ้มหวาน มีอายุเก่าแก่กว่า 1,200 ปี เนื่องจากพระพักตร์ของท่าน ได้รับการวาดตกแต่งไว้อย่างสวยงามพร้อมด้วยรอยยิ้มหวาน องค์พระเป็นศิลปะแบบมอญ สร้างโดยพระเจ้าเมงกะติปะ ใน พ.ศ.1537 ซึ่งเป็นสมัยที่มอญเรืองอำนาจ พุทธลักษณะเด่นคือ บริเวณพระบาทวางไม่เสมอกันเหมือนพระพุทธไสยาสน์ของไทย อันมีความหมายว่า ในขณะนั้นพระพุทธเจ้ายังทรงมีพระชนม์ชีพอยู่ ซึ่งเป็นอากัปกิริยาก่อนที่พระองค์จะเสด็จสู่ปรินิพพานในวันถัดมา องค์พระมีความยาว 181 ฟุต สูง 50 ฟุต ด้านหลังองค์พระ มีภาพวาดเล่าตำนานไว้ว่า มีพระราชาองค์หนึ่งไม่ศรัทธาพุทธศาสนา ทรงลุ่มหลงบูชายักษ์ตนหนึ่งขนาดปั้นรูปไว้กราบไหว้ วันหนึ่งขณะที่พระราชาเสด็จประพาสป่าพร้อมพระโอรส และพระโอรสไปพบสาวชาวบ้านกำลังอาบน้ำอยู่ ในลำธารก็เกิดความหลงรัก ถึงกับพากลับเข้าวัง แต่สาวเจ้าอันเชิญพระพุทธรูปไปบูชาในวังด้วย ทำให้พระราชากริ้วมาก ถึงขั้นสั่งให้ทหารจับพระโอรสและคนรักมัดรวมกันเพื่อจะประหาร แต่ชาวบ้านได้ตั้งจิตอธิษฐานว่าถ้าพระพุทธเจ้ามีจริง ขอให้นางแคล้วคลาด ปรากฏว่าเชือกขาดโดยพลัน ขณะที่รูปปั้นยักษ์แตกกระจาย พระราชาถึงกับทรงหันกลับมานับถือพระพุทธศาสนา และขอไถ่บาปด้วยการสร้างพระพุทธไสยาสน์ เป็นเครื่องเตือนสติ และถือเป็นอนุสรณ์แห่งความรักของหนุ่มสาวทั้งสองหลังจากที่พระเจ้าอลองพญา ทรงปราบมอญราบคาบ เมืองหงสาวดีก็ถูกทิ้งร้าง พระพุทธไสยาสน์ไม่ได้รับการดูแลจนกลายเป็นกองอิฐจมอยู่ในโคกดิน จนถึงปี พ.ศ. 2424 เมื่ออังกฤษสร้างทางรถไฟสายพม่า จึงขุดพบพระนอนองค์นี้ จากนั้นปี พ.ศ. 2491 หลังจากพม่าได้รับเอกราช ได้มีการบูรณปฏิสังขรณ์อย่างจริงจัง และได้ทาสีและปิดทองลงชาดใหม่ ปัจจุบัน พระพุทธไสยาสน์ชเวตาเลียว เป็น พระพุทธรูปองค์สำคัญของเมืองพะโค (หงสาวดี) เป็นเสมือนสัญลักษณ์ประจำเมืองอย่างหนึ่งเช่นเดียวกับพระมหาเจดีย์ชเวมอดอ (ที่วัดนี้จะมีของให้ได้ช้อปปิ้งกันด้วย ละลายเงินจั๊ตกันเถอะ อิอิ ^^ )

 

13

 

เดินทางเข้าสู่ เมืองย่างกุ้ง กันต่อค่ะ ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง ค่ะ  และไปต่อกันที่ วัดพระหินอ่อน หรือ วัดเจ้าดอจี ประดิษฐาน "พระหินอ่อน" ใหญ่สุดในพม่า ที่ชาวพม่าเรียก "หยก" เป็นพระที่สลักด้วยหินอ่อนก้อนเดียวทั้งองค์และมีขนาดใหญ่ที่สุดในพม่า มีหนัก 60 ตัน สูง 37 ฟุต สร้างและแกะสลักโดยช่างที่ดีสุดในมัณฑะเลย์ อยู่ในห้องกระจกแก้วเพื่อเป้นการควบคุมอุณหภูมิไว้ เพื่อป้องกันการเสียหายของหินอ่อนจากการเปลี่ยนแปลงของอากาศ และภายในวัดมีที่นมัสการรอยพระพุทธบาทจำลอง ที่นำหินที่เหลือจากการแกะสลักพระพุทธรูปด้วยค่ะ (แต่หน้าเสียดายค่ะช่วงที่เราไปมีการบูรณะพอดีเลยได้เห็นพระหินอ่อนแค่เพียง เลือนราง)

 

14

 

จากนั้นไปชม ปางช้างเผือก ค่ะ ซึ่งอยู่ไม่ไกลกันมากนัก ปางช้างเผือก (Royal White Elephant Garden) ชมช้างเผือกที่คู่บ้านคู่เมืองของพม่า เป็นช้างที่ถูกต้องตามคชลักษณะของช้างเผือกทุกประการ “คชลักษณะ” ช้างเผือกของพม่า เช่น สีตาเป็นสีไข่มุก กลีบนิ้วเป็นสีชมพู หลังดังใบกล้วยคว่ำ ขนตัวและปลายหางขาว หางทอดตรง ใบหูใหญ่ เล็บเท้าข้างละ 4 เล็บ งวงยาวจรดพื้น หนังตาเป็นสีชมพู ขนตาขาว อวัยวะเพศขาว เป็นต้น เชื่อกันว่าประเทศใดมีช้างเผือกจะเป็นมงคลแก่ชาติบ้านเมืองนั้น

 

15

 

นำท่านสักการะ พระพุทธไสยาสน์เจ้าทัตจี หรือ พระตาหวาน ซึ่งเป็นพระที่มีความสวยงามอีกองค์หนึ่งของพม่า เรียกได้ว่าเป็นพระนอนที่ใหญ่ที่สุดและมีความงดงามที่สุดของประเทศพม่า มีความยาวถึง 70 เมตร พระนอนองค์ปัจจุบันสร้างเมื่อ พ.ศ. 2509 แทนองค์เดิมที่ชำรุดเสียหายที่เรียกว่าพระตาหวาน เนื่องจากทางวัดได้ให้ช่างระบายสีองค์พระใหม่ตลอดเวลาโดยเฉพาะที่พระพักตร์ ทาสีขาวแต้มสีแดงที่พระโอษฐ์ และระบายที่ฟ้าที่เปลือกพระเนตร ทำไห้มีดวงตาที่สวยงามเรียกว่าพระตาหวาน ทั้งพระพักตร์และขนตาที่งดงาม ดวงตาของท่านเป็นแก้ว สั่งผลิตมาจากต่างประเทศ โดยเฉพาะรวมไปถึงพระจีวรที่มีความพริ้วไหวสมจริง และเมื่อเดินมายังปลายสุดพระบาทของพระนอนองค์นี้ ตรงฝ่าพระบาทมีภาพวาดเป็นมิ่งมงคลสูงสุดเพราะประกอบด้วยลายลักษณธรรมจักรใน บริเวณใจกลางฝ่าพระบาทและล้อมด้วยมีลายมงคล 108 ประการ ด้านหน้าวัดก็จะมีร้านค้าขายของที่ระลึกมากมาย ไกด์คนสวยของเราบอกว่าพระตาหวานองค์นี้ เป็นพระนอนใส่บิ๊กอายค่ะ 5555

 

16

 

จากนั้นเดินทางกันต่อไปยังไฮไลท์ของทริปนี้ค่ะ เมื่อมีโอกาสได้มาเยือนพม่า ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าควรจะมานมัสการ พระมหา
เจดีย์ชเวดากอง พระเจดีย์ทองคำคู่บ้านคู่เมืองประเทศพม่าอายุกว่าสองพันห้าร้อยปี กล่าวกันว่าทองคำที่ใช้หุ้มมหาเจดีย์ชเวดา
กองนี่ยังมีมากกว่าในห้องนิรภัยของธนาคารประเทศอังกฤษเสียอีก ใครก็ตามที่ได้พบเห็น ก็ต้องรู้ว่าพม่านั้นมีความมั่งคั่งแฝง
เร้นอยู่มากมายมหาศาล มหาเจดีย์ชเวดากองมีความสูง 100 เมตรภายในองค์เจดีย์ประดิษฐานพระเกศธาตุของพระพุทธเจ้าและ
เครื่องบริขารของอดีตพระพุทธเจ้าอีกสามองค์เอาไว้ ส่วนด้านนอกมีการใช้แผ่นทองหุ้มเอาไว้มากถึง 8,688 แผ่น ส่วนยอด
ประดับด้วยเพชร 5,448 เม็ด ทับทิม ไพลิน และบุษราคัมอีก 2,317 เม็ด มีมรกตเม็ดเขื่องอยุ่ตรงกึ่งกลาง ทั้งหมดนี้อยู่บนยอด
ฉัตรสูง 10 เมตร ที่มีไม้หุ้มทองเจ็ดท่อนรองรับ มีระฆังใบเล็ก ๆ ประดับอยู่ 1,485 ใบ เป็นระฆังทอง 1,065 ใบ ระฆังเงิน
420 ใบ รอบองค์เจดีย์ชเวดากองมีทั้งสถูปบริวาร วิหารทิศ วิหารราย และศาลาอำนวยการ มีพระประจำวันเกิดให้ท่านได้สรง
น้ำขอพรและขอพรจากองค์เจดีย์ ณ ลานอธิฐาน อดีตเคยเป็นลานอธิฐานของพระเจ้าบุเรงนองก่อนออกรบ นอกจากนี้ พระ
มหาเจดีย์ชเวดากอง ยังเป็นพระธาตุประจำปีเกิดปีมะเมียด้วยค่ะ พอขึ้นลิฟท์ไปแล้วจะมีคนพม่า มาขายดอกไม้ (ดอกมหาหงส์)
ไว้สำหรับสักการะบูชาด้วยค่ะ

 

17

 

สมควรแก่เวลานำทุกท่านไปรับประทานอาหารเย็นกันที่ ภัตตาคารการะเวก ภัตตาคารที่สร้างเป็นรูปเรือขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ใจกลางทะเลสาบในตัวเมืองย่างกุ้ง ภายในมีการแสดงนาฎศิลป์พม่า จากจุดนี้สามารถมองเห็นมหาเจดีย์ชเวดากองสะท้อนผิวน้ำด้วย ส่วนอาหารจัดเป็นแบบบุฟเฟต์นานาชาติ รวมทั้งอาหารพื้นเมืองของพม่าค่ะ

 

18

 

หลังจากครบ 3 อิ่มแล้ว (อิ่มท้อง อิ่มตา อิ่มใจ) แล้วก็กลับไปพักผ่อนกันค่ะ โดยคืนนี้เราจะพักกันที่โรงแรมเดิมค่ะ (เหมือนคืนแรก) โรงแรม YUZANA HOTEL

 

19

 

 วันสุดท้ายของการเดินทาง 15 เมษายน 2557

หลังจากรับประทานอาหารเช้ากันแล้ว ก็เช็คเอาท์แล้วเตรียมออกเดินทางไป เมืองสิเรียมกันค่ะ เมืองสิเรียม (Syriem)
เป็นเมืองเล็กๆตั้งอยู่ตรงจุดบรรจบของแม่น้ำหงสาและแม่น้ำย่างกุ้ง ซึ่งเมืองนี้เคยเป็นเมืองท่าสำคัญของเขตย่างกุ้ง ประเทศพม่าตั้งอยู่ปากแม่น้ำอิระวดี ในอดีตเคยเป็นที่มั่นของทหารโปรตุเกส ช่วยเหลือมอญทำสงครามกับพม่า ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 16 ปัจจุบัน สิเรียมมีโครงการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึก และทางรถไฟสำหรับขนส่งสินค้า อยู่ห่างจากย่างกุ้ง 20 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 45 นาทีค่ะ

 

20

 พวงมาลัยดอกมะลิซ้อนค่ะ น้องผู้ช่วยคนขับ นำมาสวมให้ทุกท่านก่อนขึ้นเดินทางไปสิเรียมค่ะ ( น่ารักเนอะ อิอิ  )

 

พระเจดีย์เยเลพะยา (เจดีย์กลางน้ำ) ต้องนั่งเรือพาข้ามน้ำมาจากอีกฟากหนึ่ง ใช้เวลาประมาณ 5 นาทีค่ะ วัดแห่งนี้มี
ภาพเขียนรูปเจดีย์สำคัญๆ อยู่มากมาย มีนัต 4 ตน และพระอุปคุต เจดีย์แห่งนี้สร้างในสมัยมอญเรืองอำนาจ เมื่อราวพันกว่าปีก่อน โดยมีคหบดีชาวมอญเป็นผู้สร้างและยังได้ตั้งจิตอธิษฐานว่า ถ้าน้ำท่วมก็ขออย่าให้ท่วมองค์พระเจดีย์ ถ้ามีผู้คนมากราบไหว้จำนวนมากเท่าไหร่ก็ขอให้ไม่มีวันเต็มล้นพื้นที่ เพราะเจดีย์แห่งนี้สร้างบนเกาะมีสภาพเป็นเพียงเกาะเล็กๆ กลางแม่น้ำกว้างใหญ่เท่านั้น และเจดีย์แห่งนี้ขึ้นชื่อในเรื่อง ไหว้พระขอพรทำธุระกิจทางการค้า ที่บริเวณท่าเทียบเรือบนเกาะสามารถซื้ออาหารเลี้ยงปลาดุกตัวใหญ่นับร้อยๆ ตัวที่ว่ายวนเวียนให้เห็นครีบหลังที่โผล่เหนือผิวน้ำ

 

21

 

สมควรแก่เวลานำท่านเดินทางกลับสู่ ย่างกุ้ง นำท่านนมัสการ เจดีย์โบดาทาวน์ (เจดีย์โปตาทอง) ซึ่งเป็นสถานที่สักสิทธิ์ ตามตำนานกล่าวไว้ เมื่อราว 2000 ปีก่อน กษัตริย์มอญมีนามว่า พระเจ้าโอกาละปะ ทรงบัญชาให้นายทหารระดับแม่ทัพ 1000นาย ตั้งแถวถวายสักการะแด่พระเกศธาตุ ที่นายวาณิชสองพี่น้องอัญเชิญมาทางเรือ และมาขึ้นฝั่งเมืองตะเกิงหรือเมืองดากอง ณ บริเวณนี้ จึงสร้างเจดีย์โบดาทาวน์นี้และทรงแบ่งเส้นพระเกศธาตุไว้ 1 เส้น บรรจุในเจดีย์เพื่อบูชา ก่อนนำไปบรรจุไว้ในเจดีย์ชเวดากองและเจดีย์สำคัญอื่นๆ ข้างในองค์เจดีย์ ท่านจะได้ชมสิ่งของสมัยโบราณ อาทิ พระพุทธรูปทองคำ เงิน ดินเผา ซึ่งจัดแสดงไว้ให้ชมภายในองค์เจดีย์ (สถานที่แห่งเดียวที่ท่านสามารถมองเห็นพระเกศธาตุด้วยสายตาของท่านเอง)

 

22

 

จากนั้นนำท่านสักการะ รูปปั้นเทพทันใจ ( นัตโบโบยี ) ซึ่งชาวพม่าให้ความเคารพอย่างมากและนิยมมาขอพร ด้วยเชื่อว่าอธิฐานสิ่งใดจะสมความปรารถนาทันที มีนักท่องเที่ยวจำนวนมากที่ขอพรแล้ว สมดั่งคำอธิฐาน จึงทำให้หลายท่านต้องกลับมาสักการะท่าน หลายๆครั้ง วิธีขอพรจากเทพทันใจ (นัตโบโบยี) เตรียมเครื่องถวายสักการะเช่น มะพร้าว กล้วย ดอกไม้ มีขายในวัดประมาณ 3,000-4,000 จัตต์ จากนั้นให้เตรียมเงินธนบัตรไว้ 2 ใบใช้ได้ทั้งเงินพม่า เงินเหรียญดอลล่า เงินไทย โดยม้วนเป็นรูปกรวยซ้อนกัน จากนั้นนำไปใส่ไว้ที่มือของเทพทันใจ จากนั้นนำหน้าผากของเราไปแตะชิดที่นิ้วชี้ของเทพทันใจที่ชี้มา พร้อมกันนั้นให้เราอธิษฐานสิ่งที่ต้องการขอพรเพียงแค่ 1 อย่างเท่านั้นจากนั้นให้เดินวน 3 รอบ ไหว้ท่านอีกสักรอบหน้าผากแตะไว้ที่นิ้วชี้ของเทพทันใจ และหยิบเงินที่ซ้อนในกรวยในมือท่านออก 1 ใบนำมาเก็บรักษาไว้ เท่านี้ก็เป็นอันเสร็จพิธี ค่ะ

 

23

 

ฝั่งตรงข้ามหน้า วัดโบตะทาว มีศาลนัตอีกองค์หนึ่งซึ่งชาวพม่าเรียกว่า “อะมาดอว์เมียะ” หรือตอนนี้คนไทยรู้จักกันทั่วในนามว่า “เทพกระซิบ” ตามตำนานกล่าวว่า นางเป็นธิดาของพญานาคที่เกิดศรัทธาในพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า นางรักษาศีลกินมังสวิรัติ ยอมฝืนธรรมชาติของนาคที่กินปลากบเขียดและสัตว์เป็นๆ จนกระทั่งนางสิ้นชีวิต กลายเป็นนัตในที่สุด การบูชาเทพกระซิบ หรือ นัตอะมาดอว์เมียะนั้น นอกจากบูชาด้วยมะพร้าว กล้วยนาก ที่เขาจัดไว้เป็นชุดแล้ว ยังนิยมบูชาด้วยน้ำนม และข้าวตอก รวมทั้งดอกไม้ ซึ่งมักจะเป็นดอกมหาหงส์ ที่คนพม่านิยมใช้บูชาพระกันทั่วไปค่ะ

 

24

 

จากนั้นพาทุกท่านไปรับประทานอาหารกลางวันกันค่ะ มื้อนี้เราจะทานกันที่ Jin Bao Seafood Restaurant เป็นอาหารจีนค่ะ มีสลัดกุ้งมังกรกับเป็ดปักกิ่งด้วยค่ะ หน้าตาน่าทานมากๆ ท้องร้องจ๊อกๆเลยค่ะ 5555

 

25

 

สมควรแก่เวลานำทุกท่านเดินทางสู่ สนามบินย่างกุ้ง เดินทางกลับโดย สายการบิน MYANMAR AIRWAYS (8M) ไฟลท์บินขากลับจะเป็นไฟลท์ 8M 331 ค่ะ หลังจากผ่านตม. และเข้ามารอขึ้นเครื่องที่ เกท 2 แล้ว ก็แวะชักภาพเก็บความประทับใจกับลูกค้าที่น่ารักกันสักนิดค่ะ อิอิ

 

26

 

จบลงอย่างสวยงามค่ะ สำหรับทริป “ย่างกุ้ง-หงสาวดี-พระธาตุอินทร์แขวน-สิเรียม 4 วัน 3 คืน (8M)” เรียกได้ว่าเป็นทริปที่อิ่มบุญ อิ่มช้อป เลยก็ว่าได้ เพราะทำบุญกันเต็มที่ ช้อปกันทุกร้านจริงๆ ถึงแดดจะร้อนแค่ไหนก็ไม่หวั่นค่ะ และถึงแม้ว่าการเดินทางอาจจะล่าช้าไปบ้างเพราะการจราจรติดขัด เนื่องจากเป็นช่วงเทศกาลสงกรานต์ แต่เราก็ยังได้มีโอกาสได้มาเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ มาเรียนรู้วัฒนธรรมประเพณีของชาวพม่า ในช่วงสงกรานต์ที่แตกต่างจากบ้านเรา ที่สำคัญได้เปียกกันด้วยค่ะ อิอิ  ทริปนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าไม่ได้ลูกค้าที่น่ารักอย่างทุกท่าน ต้องขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูงค่ะ ไว้โอกาสหน้ามาร่วมเปิดประสบการณ์การเดินทางด้วยกันอีกนะคะ สำหรับวันนี้ต้องลาทุกท่านไปก่อน ทริปหน้าจะพาไปเที่ยวที่ไหนต้องติดตามกันต่อไปนะคะ สวัสดีค่ะ

 

27

 แน่ะๆๆ . . . ยังไม่ไปง่ายๆค่ะ มีสิ่งพิเศษมาฝากทุกท่าน เป็นภาพความประทับใจในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่พม่าค่ะ

 

 SweetiiZ ♥ ♥

  • ลงทะเบียนเพื่อรับข่าวสาร

    ลงทะเบียนเพื่อรับข่าวสารของเราเพื่อรับข้อเสนอหรือโปรโมชั่น