บันทึกนักเดินทาง >> ทริปเที่ยวพม่า

บันทึกนักเดินทาง เจดีย์ชเวมอดอร์ 10 – 13 กุมภาพันธ์ 2556

23 ธันวาคม 2558

ทริปนี้แอนเล็กก็ได้ไปเป็นหัวหน้าทัวร์อีกครั้งนะค่ะ บันทึกการเดินทางครั้งนี้ แอนเล็กเลยจะขอเล่าถึง 3 สถานที่ ที่แอนเล็กสนใจให้ท่านผู้อ่าน และผู้ติดตามฟังนะค่ะ โดยทริปนี้คณะเราจะท่องเที่ยวในโปรแกรม ย่างกุ้ง-หงสา-พระธาตุอินทร์แขวน-สิเรียม ซึ่งสถามที่ที่จะกล่าวถึง 3 ที่นี้ ทั้ง 3 สถานที่จะเป็น 1 ใน 5 มหาบูชาสถานของประเทศพม่าเลยค่ะ



บันทึกนักเดินทาง เจดีย์ชเวมอดอร์ พระธาตุอินทร์แขวน พระมหาเจดีย์ชเวดากอง

 

...ทริปนี้มีกำหนดการเดินทางตั้งแต่วันที่ 10 – 13 กุมภาพันธ์ 2556 นะค่ะ...

---คณะพร้อมกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ เวลา ตี 4 อาคารผู้โดยสารขาออก ชั้น 4 ประตู 7 เคาน์เตอร์ N สายการบิน MAYANMAR AIRWAYS จะมีเจ้าหน้าที่บริษัท SPiRiT OF THE WORLD และหัวหน้าทัวร์คอยต้อนรับและอำนวยความสะดวกแก่ท่าน แล้วทำการเช็คอินและโหลดกระเป๋าสัมภาระ น้ำหนักกระเป๋าไม่เกินคนละ 30 กิโลกรัมนะค่ะ จากนั้นเชิญทุกท่านผ่านกระบวนการตรวจคนออกเมือง และช็อปปิ้งใน KING POWER รอเวลาเข้า GATE ได้เลยค่ะ เครื่องออกเวลา 06.35 นาที ใช้เวลาประมาณ 50 นาที ในการเดินทางบินจากกรุงเทพ-ย่างกุ้ง เวลาที่ประเทศพม่าจะช้ากว่าบ้านเรา 30 นาที ไปถึงที่ย่างกุ้ง เวลา 08.00 นาที (เวลาพม่านะค่ะ)บนเครื่องบินที่นั่งจะเป็นแถวละ 6 ที่นั่ง ซ้าย-ขวา 2 ฝั่ง ฝั่งละ 3 ที่นั่ง พอเครื่องบินออกได้ไม่นานแอร์ก็จะมาเสิร์ฟอาหาร จะเป็นขนมปัง และขนมเค้ก พร้อมน้ำเปล่า น้ำผลไม้และกาแฟ

---ทริปนี้แอนเล็กก็ได้ไปเป็นหัวหน้าทัวร์อีกครั้งนะค่ะ บันทึกการเดินทางครั้งนี้ แอนเล็กเลยจะขอเล่าถึง 3 สถานที่ ที่แอนเล็กสนใจให้ท่านผู้อ่าน และผู้ติดตามฟังนะค่ะ โดยทริปนี้คณะเราจะท่องเที่ยวในโปรแกรม ย่างกุ้ง-หงสา-พระธาตุอินทร์แขวน-สิเรียม ซึ่งสถามที่ที่จะกล่าวถึง 3 ที่นี้ ทั้ง 3 สถานที่จะเป็น 1 ใน 5 มหาบูชาสถานของประเทศพม่าเลยค่ะ

  1. เจดีย์ชเวมอดอร์ หรือ พระธาตุมุเตา
  2. พระธาตุอินทร์แขวน
  3. พระมหาเจดีย์ชเวดากอง

ทางขึ้นไปสักการะพระธาตุมุเตา

สถานที่ที่ 1 เจดีย์ชเวมอดอร์ หรือ พระธาตุมุเตา

---นำท่านสักการะเจดีย์ชเวมอดอร์ หรือ พระธาตุมุเตา ที่ตั้งตระหง่านโดดเด่นอยู่ใจกลางเมืองหงสาวดี พระเจดีย์องค์นี้ถือว่ามีความโดดเด่นในหลายๆด้าน ไม่ว่าจะเป็นเก่าแก่กว่า 2,000 ปี ภายในบรรจุพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้า และยังเป็น 1 ใน 5 มหาบูชาสถานสิ่งศักดิ์สิทธิ์สำคัญสูงสุดของชาวพม่า นอกจากนี้มหาเจดีย์ชเวมอดอร์ ยังเคยผ่านการพังทลายจากแผ่นดินไหวครั้งใหญ่มาแล้วถึง 4 ครั้ง โดยแผ่นดินไหวครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 5 ก.ค. พ.ศ. 2473 ได้ทำให้ปลียอดของเจดีย์องค์นี้หักพังลงมา แต่ว่าด้วยความศรัทธาที่ชาวเมืองมีต่อเจดีย์องค์นี้ พวกเขาได้ทำการสร้างเจดีย์ชเวมอดอร์ขึ้นมาใหม่ในปีพ.ศ.2497 ด้วยความสูงถึง 374 ฟุต (ตอนแรกที่สร้างสูง 70 ฟุต) นับเป็นเจดีย์ที่สูงที่สุดในพม่า ส่วนปลียอดที่พังลงมาก็ได้ตั้งไหว้ที่มุมหนึ่งขององค์เจดีย์เพื่อให้พุทธศาสนิกชนได้กราบไหว้บูชาควบคู่ไปกับเจดีย์องค์ปัจจุบัน

---ระหว่างทางขึ้นก็จะมีขายดอกไม้ และเครื่องสักการะอยู่ด้วย ท่านใดอยากจะซื้อ ซื้อด้านล่างได้เลยนะค่ะ เพราะขึ้นไปข้างบนทางวัดจะไม่อนุญาติให้ขายค่ะ ในศตวรรษที่ 20 ได้เกิดภัยธรรมชาติแผ่นดินไหวถึงสี่ครั้ง ครั้งสุดท้ายในปี ค.ศ. 1930 เกิดความเสียหายอย่างมาก จนถึงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้ทำการบูรณะขึ้นใหม่จากแรงกายและกำลังทรัพย์ของผู้มีจิตศรัทธาจนถึงปัจจุบันพระเจดีย์สูงถึง 114 เมตร ถ้าเดินรอบ ๆองค์เจดีย์ท่านจะได้เห็นซากเจดีย์องค์เดิมที่พังทลายลงมาเมื่อเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ บางตำนานก็เล่าว่า พระธาตุมุเตาเป็นที่เลื่องลือและเป็นที่ศรัทธาเลื่อมใสแก่ชาวพม่าเป็นอย่างมาก พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ของตองอู สมัยที่ยังมีพระพรรษาเพียง 14 พรรษา กล้าที่จะนำทัพบุกเข้าไปเมืองมอญ เพื่อทรงทำพิธีเจาะพระกรรณ (เจาะหู) ตามราชประเพณี ที่พระธาตุมุเตาซึ่งกว่าจะทำพิธีเสร็จก้อได้มีศัตรูส่งทหารมาปิดล้อมบริเวณที่ทำพิธีแต่ด้วยความกล้าของพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ พระองค์ก็ได้นำกำลังทหารฝ่าวงล้อมกลังตองอูได้อย่างปลอดภัย ซึ่งเมื่อครั้งพระองค์ขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์ ก็ได้ย้ายเมืองจากทองอูมาตั้ง ณ เมืองหงสาวดี ครั้นเมื่อสิ้นสมัยการปกครองของพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ พระเจ้าบุเรงนองก็ได้ขึ้นครองเป็นกษัตริย์ของพม่าองค์ต่อไป ทางด้านพระเจ้าบุเรงนองเองก็มีความศรัทธาในองค์พระธาตุมุเตาอยู่แล้ว ท่านก็ได้ทรงแกะอัญมณีเม็ดใหญ่จากพระมงกุฎถวายเพื่อเป็นพุทธบูชา พร้อมทั้งยังขยายบริเวณบริเวณกำแพงเมืองจากพระราชวังบุเรงนองให้ขยายไปถึงยังพระธาตุมุเตา เพื่อที่จะได้ทรงมองเห็นองค์พระธาตุมุเตาจากพระราชวังบุเรงนองได้อย่างชัดเจน และนอกจากนี้ก่อนที่พระราชวังบุเรงนองจะออกศึกออกรบแต่ละครั้งท่านก็จะไปกราบนมัสการ กราบขอพรจากพระธาตุมุเตาเพื่อที่จะให้ทำศึกได้รับชัยชนะกลับมาทุกครั้งไปนอกจากชาวพม่าที่มีความศรัทธาเลื่อมใสต่อองค์พระธาตุแล้วทางด้านสมเด็จพระนเรศวรมหาราชของคนไทยเองเมื่อตอนที่โดนจับตัวไปเป็นตัวประกันที่เมืองหงสาวดี ท่านก็ทรงเสด็จไปสักการะพระธาตุมุเตาอยู่เป็นประจำ

--- ด้วยความเลื่อมใสและศรัทธาต่อองค์พระธาตุของชาวพม่าจึงทำให้ชาวพม่าไปกราบไหว้ต่อองค์พระธาตุมุเตาอย่างไม่ขาดสายและสิ่งที่ทุกคนไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นเมื่อเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งยิ่งใหญ่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2473 จึงทำให้ยอดของพระธาตุมุเตาหักพังลงมาแต่สิ่งที่น่าอัศจรรย์เป็นอย่างมากคือ เมื่อยอดพระธาตุหักลงมาแต่องค์พระธาตุไม่หักลงถึงพื้น จึงเป็นความเชื่อของประชาชนทั้งชาวพม่าและชาวไทยว่าหากใครได้ไปกราบไหว้องค์พระธาตุแล้วได้เอาไม้ไปค้ำไว้กับยอดพระธาตุที่หักลงมาแล้วเอาหน้าผากไปแตะกับยอดองค์พระธาตุที่หักลงมาจะทำให้ชีวิตของคนคนนั้นไม่ว่าจะถึงช่วงชีวิตที่ตกต่ำยังไงเราก็ยังไม่ตกต่ำถึงที่สุดก็เปรียบเหมือนยอดพระธาตุที่ต่อให้ตกยังไงก็ตกไม่ถึงพื้นและทำให้ชีวิตของคนนั้นมีความมั่นคงถาวร

--- ยอดขององค์พระธาตุมุเตาได้มีการบูรณปฏิสังขรณ์จนแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2497 และยอดของพระธาตุที่หักลงมาตั้งอยู่บริเวณลานทางทิศเหนือของพระธาตุองค์ใหม่ซึ่งสถานตรงนี้เองได้กลายเป็นสถานที่อธิษฐานขอพร

---ปัจจุบันพระธาตุมุเตาได้กลายเป็น 1 ใน 5 สิ่งศักดิ์สิทธิ์ของพม่าที่มีผู้คนทั้งคนพม่า เป็นสิ่งยึดเหนี่ยวทางจิตใจได้เป็นอย่างดีด้วยปัจจุบันที่ประเทศกำลังเป็นแบบนี้เลยทำให้คนไทยส่วนใหญ่อยากที่จะเดินทางไปพม่ากันอย่างมากมาย และเชื่อแน่ๆว่าหากเราเดินทางไปพม่านอกจากจะได้เห็นในส่วนของความสวยงามขององค์พระธาตุแล้วยังได้เห็นความสวยงามทางด้านจิตใจของคนพม่าอีกด้วยเพราะคนพม่าส่วนใหญ่แล้วยามว่างจากการทำงานเค้าก็จะไปนั่งสมาธิยังวัดต่างๆ ซึ่งเป็นสิ่งหนึ่งที่ตัวคนเดินทางเองเห็นแล้วอดที่จะประทับใจไม่ได้ เพราะหากเป็นเมืองไทยเองคนที่จะเข้าวัดนั่งสมาธินั้นต้องเป็นคนแก่วัยเกษียณ แต่ในทางกลับกันที่พม่าเรากลับมองเห็นทั้งวัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่นั่งสมาธิกันอยู่ทุกมุมที่สงบภายในวัด

บริเวณโดยรอบของวัดพระธาตุมุเตา

สถานที่ที่ 2 พระธาตุอินทร์แขวน

---พระธาตุอินทร์แขวน จะตั้งอยู่บนเขาต้องเปลี่ยนจากรถบัส มาเป็นรถบรรทุก 6 ล้อ ประจำท้องท้องถิ่น ท่านจะได้สัมผัสอากาศเย็นซึ่งจะค่อย ๆ เย็นขึ้นเรื่อย ๆ เพราะเรากำลังเดินทางสู่ที่สูง เดินทางจนเกือบถึงพระธาตุอินทร์แขวน หยุดเปลี่ยนรถจากรถบรรทุก 6 ล้อ เป็นเสลี่ยง จากจุดนี้นั่งเสลี่ยงขึ้นไปอีกประมาณ 45 นาทีโดยเสลี่ยงที่เรานั่งนั้นจะมีคนแบกเสลี่ยง 4 คน โดยไกด์จะแจกบัตรคิวท่านละ 1 ใบ และคนแบกเสลี่ยงก็จะมีหมายเลขคิวที่ตรงกับเรา มารับแล้วขึ้นไปส่งจนถึงโรงแรมข้างบนเขาค่ะ เมื่อเจอกับคนแบกเสลี่ยงที่มีหมายเลขตรงกันแล้วก็ขึ้นนั่งบนเสลี่ยงกันได้เลย

นั่งเสลี่ยงขึ้นเขากันเลยค่ะ

---เมื่อถึงบนเขาแล้ว นำทุกท่าน Chack In เข้าโรงแรมที่พักกันเสียก่อนแล้วค่อยออกมาพร้อมกันที่ LOBBY เพื่อจะไปสักการะพระธาตุอินทร์แขวนพร้อมกันค่ะคณะเราพักที่ KYAIK HTO HOTEL เมื่อมาพร้อมกันทุกท่านแล้วก็เดินไปที่พระธาตุอินทร์แขวนกันเลยค่ะ โรงแรมของเราอยู่ใกล้กับพระธาตุมากที่สุดค่ะ เดินไปไม่ไกลก็ถึงพระธาตุ

---พระธาตุอินทร์แขวนนี้นับเป็น 1 ใน 5 มหาบูชาสถานสูงสุดของพุทธศาสนิกชนชาวพม่าศักดิ์สิทธิ์ เจดีย์ไจก์ทิโย (Kaiktiyo Pagoda) หรือในชื่อเรียกที่คนไทยส่วนใหญ่รู้จักคือ พระธาตุอินทร์แขวน อยู่สูงจากระดับน้ำทะเล 1,200 เมตร และเป็นที่มาและแรงบันดาลใจของกวีซีไรส์ ปี พุทธศักราช 2534 มาลา คำจันทร์ ที่แต่งวรรณกรรมเรื่อง “เจ้าจันทร์ผมหอม” นิราศพระธาตุอินทร์แขวน ท่านจะได้สัมผัสกลิ่นอายพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริงและบรรยากาศธรรมชาติที่สดชื่นและบริสุทธิ์ทั่วบริเวณอันกว้างขวางของลานพระธาตุอินทร์แขวนซึ่งให้ท่านได้ดื่มด่ำกับธรรมชาติและนมัสการขอพรจากพระธาตุอินทร์แขวนเจดีย์นี้ตั้งอยู่ในเมืองไจก์โท่ (Kyaikhato) ที่อยู่ห่างจาก เมืองพะโค (หงสาวดี) ไปทางเหนือประมาณ 70 กิโลเมตร

หน้าวัดทางขึ้นพระธาตุอินทร์แขวนค่ะ

---พระธาตุอินทร์แขวน “ไจก์ทิโย” เมืองไจก์โถ่ รัฐมอญ เชื่อกันว่าพระอินทร์เสด็จลงมาจากสรวงสวรรค์ เพื่อนำเอาพระธาตุมาแขวนไว้ให้ผู้มีบุญมากราบไหว้ ใครได้มาสักการะก็เท่ากับได้ไหว้พระธาตุเกศแก้วจุฬามณีบนสวรรค์ และจะได้สั่งสมอานิสงส์ให้ไปเกิดร่วมยุคกับพระศรีอาริยเมตตรัย และผู้ที่มีบุญก็จะสามารถมองเป็นองค์พระธาตุลอยอยู่อย่างชัดเจน พระธาตุอินทร์แขวน เจดีย์แห่งนี้เป็นเจดีย์ที่มีลักษณะที่แปลกแตกต่างไปจากเจดีย์อื่นๆ คือเป็นลักษณะของก้อนหินที่ปิดทองไว้รอบๆ องค์เจดีย์ ตั้งวางอยู่บนปลายหน้าผาได้อย่างน่าอัศจรรย์หน้าผาสูงกว่า 1,200 เมตร สร้างตั้งไว้บนก้อนหิน สูงถึง 5.5 เมตร เส้นรอบวงของก้อนหินราว 17 เมตร มองดูคล้ายก้อนหินตั้งอยู่หมิ่นเหม่ใกล้จะตกลงมาเต็มที่

บริเวณระหว่างทางขึ้นไปสักการะพระธาตุ

---บ้างก็เล่ากันว่าในสมัยพุทธกาลว่า ฤๅษีติสสะเป็นผู้หนึ่งที่ได้รับพระเกศาจากพระพุทธเจ้าที่ได้ทรงมอบให้ไว้เป็นตัวแทนของพระ พุทธองค์ให้ประชาชนสักการะ เมื่อครั้นได้มาแสดงธรรมเทศนา ณ ดินแดนสุวรรณภูมิ ผู้ที่ได้รับมอบพระเกศาต่างก็นำไปบรรจุในสถูปเจดีย์ ส่วนฤๅษีติสสะกลับนำไปซ่อนไว้ในมวยผม เมื่อเวลาล่วงเลยถึงคราวที่ฤๅษีติสสะจะต้องละสังขารเต็มที เขาตั้งใจไว้ว่าจะนำพระเกศาไปบรรจุไว้ในก้อนหินที่มีรูปร่างคล้ายกับศีรษะของเขาโดยมีความตั้งใจจะนำพระเกศาไปบรรจุไว้ในก้อนหินที่มีรูปร่างคล้ายกับศีรษะของตน จึงให้พระอินทร์ช่วยหาก้อนหินที่มีลักษณะเหมือนกับศีรษะ ซึ่งได้มาจากใต้ท้องมหาสมุทร และก็ให้พระอินทร์นำมาวางหรือแขวนไว้บนภูเขาหิน จึงเป็นที่มาของชื่อ "พระธาตุอินทร์แขวน" แต่ชาวพม่าและชาวมอญจะเรียกพระธาตุอินทร์แขวนว่า "ไจก์ทิโย" ซึ่งเป็นภาษามอญ หมายถึง เจดีย์บนหินที่มีรูปร่างคล้ายศีรษะฤๅษี

---และช่วงนี้องค์พระธาตุจะบูรณะ ซ่อมแซม ปิดทองใหม่ จึงถูกคลุมไว้ ไม่สามารถมองเห็นองค์พระธาตุได้ จึงเอารูปที่ไปครั้งที่แล้วมาให้ดูกันค่ะ

---ช่วงเวลาประมาณตี 4 ของยามเช้านี้ก็จะมีผู้คนมาสักการะพระธาตุอินทร์แขวน และท่านใดอยากสักการะพระธาตุอีกครั้งก่อนที่จะกลับก็ได้ค่ะ บรรยากาศตอนเช้าอากาศก็จะค่อนข้างหนาว ประกอบด้วยเป็นที่โล่ง ลมพัดแรงจึงทำอากาศหนาวเย็นยิ่งขึ้น เช้ามืดอย่างนี้ก็จะเห็นพุทธศาสนิกชนทั้งชาวพม่า และชาวต่างชาติมากมายขึ้นมาสักการะพระธาตุ โดยเฉพาะวันศุกร์และวันเสาร์ก็จะมีผู้คนมากมายมาที่นี่ค่ะ เนื่องจากเป็นวันหยุดด้วย

สถานที่ที่ 3 พระมหาเจดีย์ชเวดากอง

---นำคณะไปสักการะ พระมหาเจดีย์ชเวดากอง ซึ่งถือว่าเป็นพระมหาเจดีย์คู่บ้าน คู่เมืองของชาวพม่าแห่งสำคัญเลยที่เดียว ถ้าจะเปรียบกับบ้านเราก็คงจะเหมือนวัดพระแก้วที่เป็นวัดคู่บ้าน คู่เมืองของชาวไทยมาช้านาน พระมหาเจดีย์ชเวดากองอายุกว่าสองพันห้าร้อยปี กล่าวกันว่าทองคำที่ใช้หุ้มพระมหาเจดีย์นี่ยังมีมากกว่าในห้องนิรภัยของธนาคารประเทศอังกฤษเสียอีก ใครก็ตามที่ได้พบเห็น ก็ต้องรู้ว่าพม่านั้นมีความมั่งคั่งแฝงเร้นอยู่มากมายมหาศาล พระมหาเจดีย์มีความสูง 100 เมตร ภายในองค์เจดีย์ประดิษฐานพระเกศธาตุของพระพุทธเจ้าและเครื่องบริขารของอดีตพระพุทธเจ้าอีกสามองค์เอาไว้ ส่วนด้านนอกมีการใช้แผ่นทองหุ้มเอาไว้มากถึง 8,688 แผ่น ส่วนยอดประดับด้วยเพชร 5,448 เม็ด ทับทิม ไพลิน และบุษราคัมอีก 2,317 เม็ด มีมรกตเม็ดเขื่องอยู่ตรงกึ่งกลาง ทั้งหมดนี้อยู่บนยอดฉัตรสูง 10 เมตร ที่มีไม้หุ้มทองเจ็ดท่อนรองรับ มีระฆังใบเล็กๆ ประดับอยู่ 1,485 ใบ เป็นระฆังทอง 1,065 ใบ ระฆังเงิน 420 ใบ รอบองค์พระมหาเจดีย์มีทั้งสถูปบริวาร วิหารทิศ วิหารราย และศาลาอำนวยการ มีพระประจำวันเกิดให้ท่านได้สรงน้ำขอพร และขอพรจากองค์เจดีย์ ณ ลานอธิฐานอดีตเคยเป็นลานอธิฐานของพระเจ้าบุเรงนองก่อนออกรบ ซึ่งท่านสามารถถ่ายภาพตรงมุมนี้จะสวยที่สุด และเป็นมหาเจดีย์ที่บรรจุพระเกศาธาตุ รวม 8 เส้น ของพระพุทธเจ้า มีตำนานเก่าแก่กว่า 2,000 ปี ตั้งแต่ครั้งที่ย่างกุ้งยังเป็นดินแดนของมอญมีชื่อเดิมว่า “ดากอง” หรือ “ตะเกิง” ก่อนจะถูกพม่ายึดครองไป แล้วเปลี่ยนชื่อเป็น “ย่างกุ้ง”“ชเวดากอง” แปลว่า “เจดีย์ทองแห่งเมืองดากอง” มหาเจดีย์แห่งนี้มีการบูรณปฏิสังขรณ์มาด้วยกันหลายครั้ง โดยเฉพาะมีโบราณราชประเพณีที่กษัตริย์ของมอญและพม่าที่จะขึ้นครองราชย์บัลลังก์ จะต้องถวายทองคำหนักเท่ากับน้ำหนักของพระองค์เอง เพื่อนำมาห้อหุ้มองค์พระเจดีย์ ซึ่งถือกันว่าเป็นศูนย์กลางแห่งจิตวิญญาณของชาวพุทธ แห่งลุ่มน้ำอิระวดีที่สำคัญที่สุดมาจนถึงปัจจุบันวันนี้พระมหาเจดีย์ชเวดากองมีทองคำโอบหุ้มอยู่เป็นน้ำหนักถึง 1,100 กิโลกรัม โดยช่างชาวพม่า จะใช้ทองคำแท้ตีเป็นแผ่นปิดองค์เจดีย์ไว้รอบองค์ หากสังเกตในรายละเอียดจะเห็นรอบต่อของแผ่นทองคำ ซึ่งมิได้ผสานเป็นเนื้อเดียว แต่จะเป็นแผ่นๆ มาเรียกกัน ครั้งเมื่อแผ่นทองหมองคล้ำก็จะถอดหมุดแล้วแกะแผ่นทองออกมาขัดล้างปีละครั้งเป็นประเพณีสืบเนื่องกันมาตลอด นอกจากนี้รอบองค์เจดีย์ยังมีพระประจำวันเกิดประดิษฐานทั้งแปดทิศรวม 8 องค์ หากใครเกิดวันไหนก็ให้ไปสรงน้ำพระประจำวันเกิดตน จะเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตทิศทั้งแปดของชาวพุทธชาวพม่านับถือทิศทั้งแปดเหมือนกับคนไทย โดยรอบจักรวาลแบ่งเป็น 8 ทิศ ดังนี้คือ

  • วันอาทิตย์ ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ มีครุฑ
  • วันจันทร์ ทิศตะวันออก มีเสือ
  • วันอังคาร ทิศตะวันออกเฉียงใต้ มีสิงห์
  • วันพุธ (เช้าหรือกลางวัน) ทิศใต้ มีช้างมีงา
  • วันพุธ (เย็นหรือกลางคืน) ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ มีช้างไม่มีงา
  • วันพฤหัสบดี ทิศตะวันตก มีหนู
  • วันศุกร์ ทิศเหนือ มีหนูตะเภา
  • วันเสาร์ ทิศตะวันตกเฉียงใต้ มีพญานาค

---วิธีการสรงน้ำพระประจำวันเกิดและสัตว์ประจำวันเกิด โดยที่จะสรงเริ่มต้นที่องค์พระพุทธรูปสีขาว ต่อมาก็จะเพระอินทร์ ต่อมาจะเป็นเสาสะเดาะเคราะห์ และจบด้วยสรงที่สัตว์ประจำวันเกิด จำนวนที่สรงตามกำลังวันเกิดค่ะ

พระประจำวันเกิด และสัตว์ประจำวันเกิด

---การดูแลรักษาเจดีย์ชเวดากอง ในทุกๆ 50ปี จะนำยอดฉัตรของพระเจดีย์ลงมาบูรณะ และอนุญาตให้ประชาชน นำเครื่องสักการะ คือ เครื่องประดับอัญมณี แก้ว แหวน เงินทอง เพชร นิล จินดา มาถวายเป็นพุทธบูชา เพื่อขึ้นติดไว้บนยอดฉัตรของพระเจดีย์ ทุกๆเช้า เริ่มต้นวันสว่างตั้งแต่เวลาตี4 ทั้งพระภิกษุ สามเณร แม่ชี และชาวพม่า จะเดินทางออกจากบ้าน มาสวดมนต์ นั่งสมาธิ บูชาพระเจดีย์ และช่วยกันปัดกวาด ทำความสะอาดพระเจดีย์ ซึ่งคนจะมากันมาก ในช่วงเช้ามืดก่อนไปทำงาน กับช่วงเย็นเวลาหลังเลิกงานตั้งแต่ 6โมงเย็นจนถึงเวลา 3ทุ่ม ชาวพม่าจะมาสวดมนต์ นั่งสมาธิ เหมือนช่วงเช้ามืด ---พอเวลาประมาณ 1ทุ่ม จะมีหนุ่มสาวชาวพม่าจำนวนมาก มาช่วยกันกวาดถู ทำความสะอาดพระเจดีย์ กวาดกันเป็นทิวแถว อย่างพร้อมเพรียงเหมือนที่วัดพระธรรมกายของเรา เวลาของการทำความสะอาดพระเจดีย์จะเป็นเวลาแห่งความสนุกสนาน ที่ทุกคนรอคอยจะเก็บบุญสุดท้ายก่อนกลับเข้าบ้านเพื่อพักผ่อน โดยทุกคนจะเอาไม้กวาดและผ้ามาเอง ทำกันอย่างพร้อมเพรียง เมื่อถึงเวลานอน ชาวพม่าจะหันศีรษะไปทางทิศที่เจดีย์ชเวดากองตั้งอยู่ เพื่อทำความเคารพและบูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ และเป็นวัฒนธรรมชาวพุทธของชาวพม่า ที่นักท่องเที่ยวทุกคนต้องปฏิบัติ โดยไม่เลือกชั้น วรรณะ หรือเผ่าพันธุ์ คือ ประเพณีการถอดรองเท้าเข้าวัด รวมถึงถุงเท้า และถุงน่องก็ห้ามใส่ ชาวพม่าจะถือเคร่งครัดมาก ไม่ว่าเด็ก ผู้ใหญ่ หากเป็นนักท่องเที่ยวเผลอสวมรองเท้าเดินเข้าเขตวัด เขาจะร้องทัก ตักเตือน ให้ถอดทันที โดยไม่ดูดาย เพราะถือว่า เป็นหน้าที่ของเขาที่จะรักษาสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ มิให้ผู้ใดล่วงละเมิดได้ ---มีเรื่องเล่าว่า เมื่อสมัยอังกฤษปกครองพม่า ข้าหลวงอังกฤษได้แวะเยี่ยมชมเจดีย์ชเวดากอง โดยไม่ยอมถอดรองเท้า ด้วยถืออำนาจว่าตนเป็นผู้ปกครอง แต่ชาวพม่าไม่ยอม ทางฝ่ายข้าหลวงก็ยังยืนยันความคิดเดิมของตัว เป็นเหตุให้ชาวพม่าจำนวนหมื่นกว่าคน พากันมานอนคว่ำอยู่ตามบันไดที่จะเดินขึ้นสู่องค์พระเจดีย์ ตลอดจนลานเจดีย์ชเวดากองเต็มไปหมดไม่เห็นพื้นเลย หากข้าหลวงอังกฤษจะขืนสวมรองเท้าขึ้นไปจริงๆ พื้นรองเท้าจะไม่มีโอกาสสัมผัสพื้นได้เลยต้องเหยียบร่างของชาวพม่าไปก่อน ชาวพม่าถือว่า แม้ว่าประเทศของตนจะตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ แต่สิ่งที่ชาวพม่ายอมไม่ได้ คือ การถูกย่ำยีพระพุทธศาสนา เพราะนั่นหมายถึงการย่ำยีหัวใจของชาวพม่า เรียกได้ว่า เหตุการณ์ในครั้งนั้น เป็นเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ของการรักษาพระพุทธศาสนา ด้วยการเอาชีวิตเป็นเดิมพัน ในแผ่นดินพม่า ทำให้ข้าหลวงและทหารอังกฤษยอมถอดรองเท้าเข้าวัดในประเทศพม่า และถือได้ว่า เป็นชัยชนะทางวัฒนธรรม ที่ชาวพม่าภูมิใจบอกเล่าเรื่องราวจากบรรพบุรุษสู่ยุคปัจจุบัน ด้วยความภาคภูมิใจ และยังคงรักษาวัฒนธรรมนี้ มาจนถึงปัจจุบัน

องค์พระมหาเจดีย์ชเวดากอง

---เครื่องออกเวลา 16.30 นาที ใช้เวลาประมาณ 50 นาที ในการเดินทางบินจาก ย่างกุ้ง-กรุงเทพ ไปถึงที่กรุงเทพ เวลา 18.15นาที (เวลาไทยนะค่ะ) นำทุกท่านเดินทางมายังกรุงเทพ โดยสวัสดิภาพ พร้อมความประทับใจ ขอขอบคุณลูกค้าทุกท่าน ที่ให้โอกาส SPiRiT OfThe World ได้ให้บริการแก่ทุกท่าน ทางบริษัทหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะได้มีโอกาสให้บริการทุกท่านอีกครั้งนะค่ะ ขอขอบพระคุณค่ะ

 

BY....แอนเล็ก หัวหน้าทัวร์

  • ลงทะเบียนเพื่อรับข่าวสาร

    ลงทะเบียนเพื่อรับข่าวสารของเราเพื่อรับข้อเสนอหรือโปรโมชั่น