บันทึกนักเดินทาง >> ทริปเที่ยวจีน

บันทึกการเดินทาง คุนหมิง ต้าลี่ ลี่เจียง แชงกรีล่า 29Dec-3Jan 17

19 กุมภาพันธ์ 2560

....สวัสดีครับ FC สปิริตทุกๆคน ในช่วงวันหยุดยาวในช่วงเทศกาลปีใหม่ โอ๊ดมีโอกาสได้เดินทางไปยังอีกหนึ่งเมืองที่ถือได้ว่ามีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานและมีความสำคัญกับคนไทยมากๆนั่นก็คือ “นครคุนหมิง” นั่นเอง เมืองที่ได้รับสมญานามว่า เมืองแห่งฤดูใบไม้ผลิ (Eternal Spring City) มีสภาพอากาศเย็นสบายตลอดปี ฤดูหนาวไม่หนาวจัด และฤดูร้อนไม่ร้อนมาก อุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 15 -18 องศาเซลเซียสเท่านั้น และการมาเยือนเมืองจีนในทริปนี้ โอ๊ดจะพาทุกๆท่านไปสัมผัสกับความหนามเย็นและความสวยงามกับเส้นทางที่มีชื่อว่า “คุนหมิง ต้าลี่ ลี่เจียง แชงกรีล่า” ตลอด 6 วัน 5 คืนนี้รับรองได้ว่ามีอะไรสวยๆงามๆรอให้ทุกท่านได้ชื่นชมอย่างแน่นอน...

... เริ่มต้นกันที่เช้าวันแรกของการเดินทาง วันพฤหัสบดีที่ 29 ธันวาคม 2559 เช้านี้สนามบินสุวรรณภูมิดูคึกคักเป็นพิเศษเนื่องจากหลายๆคนเริ่มออกเดินทางท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลปีใหม่กันแล้วสินะ!!!...

...เช้านี้คณะของเราเจอกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ ชั้น4 เคาน์เตอร์สายการบินไทย มีเจ้าหน้าที่คอยอำนวยความสะดวกให้แก่ทุกๆท่านนะครับ...

...หลังจาก Check-In รับ Boarding Pass กันเรียบร้อยแล้วเราก็มุ่งหน้าไปที่ Gate กันได้เลยนะครับ Gate ของเราในวันนี้คือ Gate E5 นั่นเอง ไกลพอสมควรนะครับ ดังนั้นเราจะต้องเผื่อเวลากันสักนิด(อย่าแวะช้อปกันเพลินนะครับ)

...พอมาถึงหน้า GATE เครื่องก็มาจอดรอพวกเราเรียบร้อยแล้วนะครับ กับเที่ยวบิน TG612 ที่จะพาเราเหินฟ้าสู่นครคุนหมิงในวันนี้...

...เราใช้เวลาเดินทางไม่ถึง3ชั่วโมงก็เดินทางมาถึง สนามบินนานาชาติคุนหมิงฉางสุ่ยแล้วนะครับ หลังจากรับกระเป๋าเรียบร้อยเราก็ขึ้นรถเพื่อที่จะรีบทำเวลามุ่งหน้าไปยังเมืองต้าลี่ ซึ่งร้านอาหารและโรงแรมในคืนนี้จะรอเราอยู่ที่นั่นนะครับ โดยจะใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 4 – 5 ชั่วโมงนะครับ...

เมื่อถึง เมืองต้าหลี่พาลูกค้าทุกท่านทานอาหารก่อนเข้าโรงแรมก่อนนะครับ 

...เช้าวันที่สองของการเดินทางเราแวะเอาฤกษ์เอาชัยกันก่อนเลยที่ วัดเจ้าแม่กวนอิมแปลงกาย ตามตำนานเล่าว่าเจ้าแม่กวนอิมได้แปลงกายเป็นหญิงชราแบกก้อนหินใหญ่ไว้บนหลังเพื่อให้ทหารของฝ่ายตรงข้ามได้เห็น เมื่อทหารของฝ่ายศัตรูได้เห็นว่าแม้แต่หญิงชรายังแข็งแรงถึงเพียงนี้ ถ้าเป็นคนวัยหนุ่มสาวจะต้องมีพละกำลังมากมายยากจะต่อสู้ จึงไม่ได้ทำการเข้าโจมตีเมืองและถอยทัพกลับไป ชาวเมืองจึงสร้างวัดแห่งนี้ขึ้นในสมัยราชวงศ์ถัง เป็นวัดที่มีประติมากรรมเยี่ยมยอดแห่งหนึ่งในต้าหลี่เลยก็ว่าได้...

วัดเจ้าแม่กวนอิมแปลงกาย

...จากนั้นนำท่านเยี่ยมชม เมืองโบราณต้าหลี่ ซึ่งถูกสร้างขึ้นเมื่อกว่า 1,000 ปีก่อน เมืองโบราณแห่งนี้ยังคงอยู่ในสภาพค่อนข้างสมบูรณ์ นักท่องเที่ยวจะเห็นประตูเมืองทั้งด้านใต้และด้านเหนือที่มีสถาปัตยกรรมที่สวยงามตลอดสองฟากของถนนสายเก่ามีบ้านโบราณปลูกสร้างไว้อย่างกระจัดกระจาย มีถนนสายเก่าแก่ที่ตัดผ่านตัวเมืองโบราณสายหนึ่งซึ่งทุกวันนี้ได้กลายเป็นถนนย่านการค้าที่เจริญคึกคัก ตามสองข้างถนนเต็มไปด้วยร้านค้าต่างๆ มีพ่อค้าแม่ค้ากำลังค้าขายสิ้นค้าพื้นเมืองต่างๆ เช่น หินอ่อนต้าหลี่ ผ้าพื้นเมืองและเครื่องเงิน เป็นต้น อีกทั้งสองฟากของถนนสายนี้เต็มไปด้วยภัตตาคารอาหารจีนและอาหารตะวันตก ร้านกาแฟและร้านน้ำชาซึ่งสามารถดึงดูดชาวต่างประเทศจำนวนมากให้หลั่งไหลกันไปท่องเที่ยว ไม่ขาดสายเลยทีเดียว

เมืองโบราณต้าหลี่

...หลังอาหาร นำท่านชม ช่องแคบเสือกระโจน ซึ่งเป็นช่องแคบช่วงแม่น้ำแยงซีไหลลงมาจากจินซาเจียง (แม่น้ำทรายทอง) เป็นช่องแคบที่มีน้ำไหลเชี่ยวมาก ช่วงที่แคบที่สุดประมาณ 30 เมตร ตามตำนานเล่าว่า ในอดีตช่องแคบนี้เสือสามารกระโดดข้ามไปยังฝั่งตรงข้ามได้ จึงเป็นที่มาของ “ช่องแคบเสือกระโจน” นั่นเอง...

ช่องแคบเสือกระโจน

...จากนั้นนำท่านเดินทางสู่เมืองโบราณแชงกรีล่า  เป็นศูนย์รวมของวัฒนธรรมชาวทิเบตลักษณะคล้ายชุมชนเมืองโบราณทิเบตนั่นเอง...

เมืองโบราณแชงกรีล่า

...เช้าวันที่สามของการเดินทางนะครับเช้านี้เป็นเช้าที่หนาวที่สุดในทริปนี้เลยก็ว่าได้เพราะเราจะต้องมุ่งหน้าสู่ยอดเขาพระจันทร์สีน้ำเงิน ซึ่งมีความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 3,960 เมตรเป็นสถานที่ซึ่งมีหิมะปกคลุมเกือบตลอดปี มีชื่อเรียกอีกว่า ภูเขาหิมะสือข่า (Shika Snow Mountain) ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของแชงกรี-ลา เชื่อกันว่าเป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์ ประกอบด้วย 13 ยอดเขา เรียงรายต่อกันลักษณะคล้ายมังกร เป็นหุบเขาที่มีทัศนียภาพงดงามมาก 

ยอดเขาพระจันทร์สีน้ำเงิน

...การเดินทางขึ้นสู่ยอดเขาแห่งนี้ทุกท่านจะได้นั่งกระเช้าสู่ จุดชมวิวด้านบนหุบเขาพระจันทร์สีน้ำเงินซึ่งมีความสวยงามและหนาวเย็นมาก...

...จากนั้นนำท่านเดินทางสู่ วัดลามะซงจ้านหลิน (Songzanlin)  เป็นวัดที่ใหญ่และสำคัญของเมืองแชงกรีล่า โดยอยู่ห่างจากตัวเมืองจงเตี้ยนไปทางเหนือไปประมาณ 5 กิโลเมตร วัดนี้สร้างในสมัยทะไลลามะองค์ที่ 5 ช่วงศตวรรษที่ 18 ในสมัยจักรพรรดิ์คังซี แห่งราชวงศ์ชิง โดยสร้างจำลองแบบจากพระราชวังโปตาลา (Potala) ในกรุงลาซา (Lhasa) มาไว้ในวัดนี้ เป็นวัดนิกายลามะแบบทิเบตที่ใหญ่ที่สุดในมณฑลยูนนาน มีอายุเก่าแก่กว่า 300 ปี และในยามเทศกาล ชาวทิเบตที่นี่ยังคงรักษาประเพณีที่จะจัดขึ้นตามวัดสำคัญๆ เหล่านี้ ด้วยการเต้นระบำหน้ากากและเป่าแตรงอน

วัดลามะซงจ้านหลิน

...จากนั้นนำท่านเที่ยวชมความงามของ “เมืองเก่าลี่เจียง” หรือ “เมืองโบราณต้าเอี้ยนเจิ้น” กันแล้ว ซึ่งด้านหน้าจะมีกังหันวิดน้ำขนาดใหญ่ตั้งโดดเด่นเป็นสง่า เป็นเหมือนสัญลักษณ์ของเมืองเก่าลี่เจียง เมืองโบราณที่มีประวัติยาวนานมากว่า 800 ปี  ซึ่งยังคงความงามในอดีตไว้อย่างสมบูรณ์  อาทิ เช่น อาคารไม้แบบจีนโบราณ ต้นหลิวริมธารที่ยังคงปลิวไปมาตามสายลม ลำธารน้ำที่ไหลผ่านเมืองแห่งนี้ ด้วยความสวยงามเหล่านี้ทำให้เมืองโบราณลี่เจียงได้ถูกบันทึกเป็นมรดกทาง วัฒนธรรมของโลก โดยองค์การ UNESCO ได้ประกาศเมื่อ ค.ศ.1987 

กังหันวิดน้ำ สัญลักษณ์โดดเด่นตั้งอยู่ด้านหน้าทางเข้าเมืองเก่าลี่เจียง

... เช้าวันที่สี่ของการเดินทางนะครับ เช้าวันนี้ก็เป็นอีกวันหนึ่งที่อากาศหนาวเย็นไม่แพ้วันที่สามเลยนะครับ เพราะเราจะเดินทางขึ้นสู่จุดชมวิวบนยอดเขาที่ความสูงกว่า 3,356 เมตร และสูงกว่าระดับน้ำทะเลถึง 4,506 เมตร นั้นก็คือ ภูเขาหิมะมังกรหยก JADE DRAGON SNOW MOUNTAIN ซึ่งเป็นภูเขาสูงที่ตั้งตระหง่าน ซึ่งมีหิมะปกคลุมอยู่ตลอดทั้งปี ทิวเขาแห่งนี้ประกอบไปด้วยสภาพแวดล้อมต่างๆ ทั้งหุบห้วย ธารน้ำ แนวผา และทุ่งหญ้าน่าซี ทิวเขาแห่งนี้เมื่อมองจากระยะไกล จะเห็นเป็นลักษณะคล้ายมังกรกำลังเลื้อย    สีขาวของหิมะที่ปกคลุมอยู่นั้นดูราวกับหยกขาว ที่ตัดกับสีน้ำเงินของท้องฟ้า คล้ายมังกรขาวบนฟากฟ้า ....

ภูเขาหิมะมังกรหยก

หลังจากเราลงจากภูเขาหิมะมังกรหยกแล้วเราได้มาชมการแสดงโชว์กันต่อเลยนะครับ เป็นโชว์ที่มีชื่อว่า “IMPRESSION LIJAING” ซึ่งได้จางอวี้โหมว ผู้กำกับฝีมือเยี่ยมมีชื่อเสียงก้องโลกเป็นผู้กำกับการแสดง โดยจางอวี้โหมว ได้เนรมิตเวทีการแสดงกลางแจ้งขึ้นมา โดยมีภูเขาหิมะมังกรหยกอันยิ่งใหญ่เป็นฉากหลัง การแสดงนี้ใช้นักแสดงซึ่งเป็นชาวบ้านกว่า 600 ชีวิต มาโชว์ร้อง เต้น เล่น พร้อมแสง สี เสียง และการแต่งกายแบบสวยงาม ซึ่งเนื้อหาของการแสดงเป็นการเล่าให้ได้รับรู้ถึงเรื่องราวชีวิต ความเป็นอยู่ของชนเผ่าต่างๆ ในเมืองลี่เจียง ถือว่าเป็นโชว์ที่ดูตระการตาดีเลยนะครับ

IMPRESSION LIJAING

หลังจากชมการแสดงโชว์เสร็จแล้วเราก็เดินทางสู่ อุทยานน้ำหยก (Jade Dragon Village)ป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ในลี่เจียง เป็นหัวใจทางด้านวัฒนธรรมของชนเผ่าหน่าซี โดยกลมกลืนกับธรรมชาติที่งดงามที่ประกอบด้วย ประตูสวรรค์ซึ่งมีรูปปั้นแกะสลักด้วยไม้ ข้างขวาเป็นพ่อ ข้างซ้ายเป็นแม่และน้ำตกมังกรที่ไหลไปตามไหล่เขาโดยจะแบ่งได้เป็น 3 ชั้น ชั้นแรกมีชื่อว่า “มังกรออกถ้ำ” ชั้นที่สองชื่อ “มังกรเล่นน้ำ” ชั้นที่สามชื่อ “มังกรโบยบิน” และยังมีต้นไม้เทวดา (ด้านหลังเทพเจ้าสีทอง) ซึ่งเป็นที่สักการะบูชาของคนในพื้นที่นั้นโดยมีอายุมากกว่า 500 ปีเลยทีเดียว

 อุทยานน้ำหยก

ในอุทยานจะเป็นที่น้ำมีอุณหภูมิที่เหมาะแก่การเลี้ยงปลาแซลมอนมาก ฉะนั้นเราจึงได้เห็นปลาแซลมอนทั้งสีดำและสีทองว่ายอยู่ในสระนั้น ซึ่งก็เป็นปลาที่เขาเลี้ยงเอาไว้นั่นเองครับ

...จากนั้นนำท่านเดินทาง สระน้ำมังกรดำ (Heillongtan, Black Dragon Pool) หรือเฮยหลงถันอยู่ในสวนสาธารณะขนาดใหญ่ ซึ่งเรียกว่า สวนยู้วฉวน (Yuquan) ตั้งอยู่ในตัวเมืองลี่เจียง ห่างจากตัวเมืองเก่าลี่เจียงไปทางทิศเหนือประมาณ 1 กิโลเมตร มีพื้นที่ประมาณ 11,390 ตารางเมตร สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1737 สมัยราชวงศ์ชิง (แมนจู) สระน้ำมังกรดำมีจุดเด่นที่ความใสของน้ำที่ใสราวกับมรกต นอกจากนี้ ภายในสวนยังมีการสถาปัตยกรรมต่าง ๆ ที่ผสมผสานวัฒนธรรมของชาวฮั่น ทิเบต และหน่าซี ไว้ด้วยกัน ในสวนแห่งนี้มี พิพิธภัณฑ์ศิลปะตงปา ด้านในของพิพิธภัณฑ์มีสิ่งที่แสดงถึงวัฒนธรรมตงปามากมาย เช่น รูปภาพต่างๆ และอักษรตงปาซึ่งมีลักษณะคล้ายกับอักษร Hieroglyphics ของอียิปต์ 

สระน้ำมังกรดำ

สระมังกรดำ นี้มีที่มาจากตำนานเล่าขานกันว่าในอดีตมีคนพบเห็นมังกรดำปรากฏกายใต้น้ำบ้างผุดขึ้นมาจากสระน้ำบ้าง บรรยากาศภายในสวนนั้นเงียบสงบและงดงามด้วยบึงน้ำใสสะอาดสะท้อนภาพทิวทัศน์ของเทือกเขาหิมะมังกรหยกได้อย่างชัดเจน ว่ากันว่าทิวทัศน์ของเทือกเขาหิมะมังกรหยกที่มองจากบริเวณสระมังกรดำเป็นหนึ่งในทิวทัศน์ที่งดงามที่สุดของจีน

.....เช้าวันที่ห้าของการเดินทางเรามุ่งหน้าสู่ เมือง คุนหมิง เมืองหลวงและเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในมณฑลยูนนาน มีขนาดใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 6 จากทั้งหมด 27 มณฑล คุนหมิงได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งฤดูใบไม้ผลิ ทำให้มีอากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี จึงทำให้มีทัศนียภาพสวยงาม จนได้สมญานามว่า “นครแห่งฤดูใบไม้ผลิ” เมื่อเดินทางสู่เมือง คุนหมิง จากนั้นเราก็เดินทางสู่ ตำหนักทอง หรือตำหนัก จินเตี้ยน ตั้งอยู่บนภูเขา หมิงฟ่งซาน ด้านทิศตะวันออกของตัวเมืองคุนหมิง ตำหนักทองจินเตี้ยนถูกสร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์ หมิง และได้รับการบูรณะโดยอ๋อง หวูซันกุ้ย ผู้ปกครองดินแดนแถบนี้ในสมัยราชวงศ์ชิง ตำหนักหลังนี้มีความสูง 6.7 เมตร  กว้างและยาว 6. 2 เมตร สร้างขึ้นด้วยทองเหลืองทั้งหลัง น้ำหนัก กว่า 250 ตัน เป็นสิ่งปลูกสร้างทองเหลืองที่ใหญ่ที่สุดของจีน มีกำแพงและป้อมล้อมรอบตำหนักเสมือนกำแพงที่ล้อมรอบเมือง มีกระบี่เจ็ดดาวน้ำหนัก12 กิโลกรัม   และดาบกายสิทธ์น้ำหนัก 20 กิโลกรัมถูกเก็บรักษาไว้ในศาลา เชื่อว่าทั้งสองเป็นอาวุธประจำกายของ อ๋อง หวูซันกุ้ย   

ตำหนักทอง

หลังจากนั้นนำท่าน ช้อปปิ้งอย่างอิสระที่  ถนนคนเดิน ให้ท่านได้เลือกซื้อสินค้าต่างๆ ฝากญาติสนิท มิตรสหายก่อนกลับประเทศไทยกันนะครับ

ถนนคนเดิน

จากนั้นก็เข้าที่พัก คืนนี้เราพักที่โรงแรม  LONG WAY  HOTEL 

 ...วันสุดท้ายของการเดินทางในเช้าวันนี้โอ๊ดได้พาคณะทัวร์ ไปนมัสการและ ขอพร เจ้าแม่กวนอิม    พันมือ และนมัสการ พระพุทธชินราชจำลอง ซึ่งอัญเชิญมาจากประเทศไทยก่อนกลับประเทศไทยกันนะครับ    ที่ วัดหยวนทง  ซึ่งเป็นวัดที่ใหญ่ที่สุดในคุนหมิง มีประวัติความเป็นมายาวนานกว่า 1,200 ปี ชมสถาปัตยกรรมแบบจีนโบราณ มีโบสถ์ที่งดงามและทัศนียภาพรอบๆ ภูเขาและเมืองคุนหมิงนะครับ

วัดหยวนทง  

.........มื้อเที่ยงวันนี้พาลูกค้าทุกท่านทานอาหารเมนูพิเศษสุกี้เห็ด 

สุดท้ายต้องขอขอบคุณ บริษัททัวร์ชั้นนำ ที่ไว้วางใจ ให้เราได้บริการในครั้งนี้

Mush Room Travel

อีซี่ทริปดอทคอม จำกัด

อิมเมจิ้นทัวร์ แอนทราเวสเซอร์วิส จำกัด

 

  • ลงทะเบียนเพื่อรับข่าวสาร

    ลงทะเบียนเพื่อรับข่าวสารของเราเพื่อรับข้อเสนอหรือโปรโมชั่น