บันทึกนักเดินทาง

บันทึกการเดินทางพม่า ทำบุญส่งท้ายปี 62 – ต้อนรับแต่สิ่งดีๆ ปี 63

24 มกราคม 2563

“ไหว้พระที่ประเทศพม่า มากี่ทีก็ประทับใจทุกครั้ง”

ขอพรส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่  ที่ประเทศพม่า ปีนี้ถือว่าเป็นศิริมงคลแก่ชีวิตมากเลยค่ะ ที่ได้นำคณะลูกทัวร์ไป ไหว้พระขอพรที่ประเทศพม่า เส้นย่างกุ้ง หงสา อินทร์แขวน 3วัน 2คืนนะคะ เราจะไปสักการะ 3 ใน 5 มหาบูชาสถานสำคัญๆของประเทศพม่าค่ะ เพราะสำหรับคนไทยหรือคนพม่าการไหว้พระขอพรวันแรกของปี ถือว่าเป็นอะไรที่ทุกคนต้องทำเพื่อจะได้เริ่มต้นปีใหม่ ด้วยสิ่งดีๆ เสริมบุญ เสริมบารมี ให้ตัวเองและครอบครัว ญาติสนิทมิตรสหาย การขอพรจากพระ ถือว่าเป็นที่สิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ ทำให้ชาวพุทธอุ่นใจว่าตัวเองจะได้เจอแต่สิ่งดีๆ ไม่มีอุปสรรคใดๆ หลุดพ้นจากเคราะห์กรรม ภยันตรายทั้งปวงค่ะ ซึ่งประเทศพม่ามีวัดที่มีความศักดิ์สิทธิ์ เปี่ยมไปด้วยแรงศรัทธา ความสวยงาม อลังการเยอะมากกกกก มากซะจนไปวัดไหนก็ประทับใจไปทุกๆวัดค่ะ

ทริปนี้เราได้เดินทางวันที่ 31 ธ.ค 62 ด้วยสายการบิน Myanmar Airways(8M) ซึ่งเป็นสายการบินประจำชาติของพม่า ด้วยเที่ยวบิน 8M336 กรุงเทพฯ-ย่างกุ้ง เวลา 10.15 น. - 11.00 น. เวลาที่พม่าก็จะช้ากว่าไทย 30 นาทีค่ะ พอถึงที่ย่างกุ้งออกจากสนามบิน ไปทานอาหารเที่ยง ที่ร้านต้มยำกุ้งซึ่งเป็นร้านอาหารไทย รสชาติไม่ต้องพูดถึง อร่อย ถูกอก ถูกใจ คนไทยแน่นอนจ้า ทานอาหารเสร็จวันนี้เรานำคณะ ตะลุยทัวร์ตามโปรแกรมเลยค๊า  วันนี้เราจะเที่ยวและพักอยู่ที่ย่างกุ้งนะคะ

วัดพระนอนตาหวาน(เจ้าทัตจี)

เริ่มต้นด้วยที่วัด วัดพระนอนตาหวาน(พระพุทธไสยาสน์เจาทัตยี Chauk Htat Gyi pagoda)  ก็เป็นอีก1วัด ที่มากี่ครั้งก็แสนสุดประทับใจทุกครั้งที่ได้มาสักการะ  พระนอนตาหวาน เป็นชื่อที่คนไทยเรียก ซึ่งเป็นพระพุทธรูปนอน มีความยาวกว่า 70 เมตร ที่มีพระพักตร์ อวบอิ่ม สวยงามที่สุดในพม่า มีลูกนัยน์ตาเป็นแก้วสั่งทำพิเศษ มีขนยาวสวยงามมองดูแล้วเหมือนมีชีวิตชีวา พระโอษฐ์ ยิ้มสีแดง เปี่ยมล้น ด้วยเมตตา ตามตำนาน วัดพระนอนตาหวาน ได้สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2442 มีเศรษฐีคนนึง

ชื่อว่า โบ้ตา ได้บริจาคเงินทำบุญเป็นสนับสนุน และในปี พ.ศ. 2450 ได้สร้างเสร็จสมบูรณ์ ซึ่งพระพักตร์ในตอนนั้นแตกต่างจาก ปัจจุบัน จากพระพักตร์ดุดัน หน้าเกรงขาม เปลี่ยนมาเป็น พระพักตร์ ที่สวยงาม จนได้รับขนานนามว่า พระตาหวาน พระนอนตาหวานมีความยาว กว่า 66 เมตร มีจีวรสีเหลืองทอง สวยงามออกแบบตกแต่งให้คล้ายคลึงกับของจริงมากที่สุด ประดับด้วย พลอย อัญมณี  อย่างสวยงาม บริเวณใต้พระบาท มียันต์ธรรมจักร มงคล 108 ประการ ทีสือถึงโลกทั้ง 3 คือ เครื่องหมาย 59 ประการแสดงถึงอากาศโลก เครื่องหมาย 21 ประการ แสดงถึงสัตว์โลก และเครื่องหมาย 28 ประการ แสดงถึงสังขารโลกและยังมีเครื่องหมายพระเจ้าจักรพรรดิรวมอยู่ในนั้นด้วย  บริเวณรอบๆองค์พระก็จะมีรั้วเหล็กกั้นไว้ และจะมีพระพุทธรูปองค์เล็กๆ ให้กราบไหว้ มีเทวดาคอยคุ้มครองปกปักรักษา ทั้ง 4 มุมของฐานพระพุทธรูป และยังมีประวัติตำนาน เกี่ยวกับองค์พระให้ศึกษา อีกด้วยค่ะ ขอพรพาลูกค้าไปช้อปปิ้งต่อที่ ตลาดสก๊อต เลยจ้าที่ตลาดแห่งนี้จะอยู่ในตัวเมืองใกล้โรงแรมที่เราพักด้วยค่ะ  ตลาดสก๊อต เป็นตลาดแหล่งใหญ่ของย่างกุ้ง ที่ขายสิ้นค้า เช่น เสื้อผ้า ผ้าไหม หยก อัญมณี ไม้แกะสลัก ภาพวาด และของที่ระลึกต่างๆค่ะ จากนั้นเดินสายทำบุญขอพร ต่อค่ะ ที่ 

นัตโบโบยี หรือ เทพทันใจ

คนพม่า คนไทย ต่างก็มุ่งหน้าไปสถานที่แห่งนี้เพื่อไปอธิฐาน ขอพรที่ตนเองปราถนาจาก องค์เทพทันใจ ซึ่งในการขอพร เราจะขอ 1 ข้อ โดยการเอาหน้าผากของตัวเองไปแตะที่ปลายนิ้วชี้องค์เทพ แล้วตั้งจิตอธิฐานแต่ไม่แนะนำให้ขอหวยนะจ๊ะ เพราะคิวถูกหวยจะแน่นมากค่ะ อิอิอิ กรุ๊ปนี้มีลูกค้าไปแก้บนด้วยนะคะจากขอพรสมปรารถนาค่ะ  ต่อด้วยกระซิบขอพรที่ เทพกระซิบนะคะ ลักษณะในการขอพรกระซิบข้างหูองค์เทพเบาๆ ตั้งจิตอธิฐานค่ะ

เทพกระซิบ

ขอพรจากตรงนี้เสร็จเรียบร้อย เหลืออีก 1 สถานที่สุดท้ายของวันนี้เรานำคณะไปสักการะ พระมหาเจดีย์ชเวดากอง พระธาตุประจำปีเกิดปีมะเมีย และยังเป็นมหาบูชาสถานสุงสุด 1 ใน 5 ของพม่า สร้างขึ้นไม่ต่ำกว่า 2,000 ปี ถือว่าเป็นโอกาสดีมากๆค่ะที่เราได้ทำบุญครั้งใหญ่ส่งท้ายปีเก่ากับสถานที่สำคัญๆ ที่มีความศักดิ์สิทธิ์ ด้วยแรงศรัทรา ในครั้งนี้ด้วยค่ะ ซึ่งองค์เจดีย์มีขนาดใหญ่มาก ความสูง 109 เมตร ยอดเจดีย์ประดับด้วย เพชร ทับทิม นิล บุษราคัม เกือบ 3,000 เม็ด รอบๆองค์เจดีย์เป็นสีทองทั้งองค์ สวยงามมากค่ะ ข้างในองค์เจดีย์บรรจุเส้นพระเกศาธาตุขององค์พระพุทธเจ้า จำนวน 8 เส้นรอบๆองค์เจดีย์มีองค์เจดีย์ พระพุทธรูปองค์เล็กๆ และจะมีพระประจำวันเกิดให้สรงน้ำพระด้วยนะคะ หรือจะทำบุญถวายค่าไฟฟ้าเปิด ให้กับองค์เจดีย์ ท่านละ 40,000 จ๊าด ประมาณ 400 กว่าบาทค่ะ เพื่อให้ชีวิตจะได้พบแต่แสงสว่างไม่มีอุปสรรคใดๆทั้งสิ้นค่ะ พระมหาเจดีย์ชเวดากอง ไม่ว่าจะคนพม่า คนไทยหรือชาวต่างชาติ ถ้ามีโอกาสได้มาสักการะ ก็เกิดความประทับใจ เป็นบุญที่ได้พบเห็นทุกคนค่ะ ด้วยความงดงาม ความศักดิ์สิทธิ์ ความยิ่งใหญ่ขององค์เจดีย์ค่ะ

พระมหาเจดีย์ชเวดากอง

เสร็จสิ้นกับโปรแกรมของวันนี้ พาคณะไปทานอาหารเย็น กับอาหารมื้อพิเศษ เป็ดปักกิ่งย่างกับสลัดกุ้งมังกรทริป สำหรับนี้เรา พักโรงแรม Sule Shangrila Hotel 5 ดาว เลยจ้า อยู่ในเมืองเผื่อลูกค้าท่านไหนสนใจจะออกไปเคาร์ดาว ส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ บริเวณรอบๆโรงแรมค่ะ

เช้าๆวันที่ 2 ของทริปวันนี้ก็คือวันที่ 1 ม.ค 63 วันขึ้นปีใหม่ วันแรกของปีนักษัตปีหนู เราจะเดินทางไปเที่ยวที่หงสาวดี หรือ คนพม่าเรียกว่า Bogo หรือ พะโค หงสาวดีจะขึ้นไปทางตอนเหนือของย่างกุ้ง ซึ่งหงสาอดีตเคยเป็นราชธานีมาก่อน และเจริญรุ่งเรืองมากในรัชสมัยของพระเจ้าบุเรงนอง คำว่าหงสาในสมัยพุทธกาล องค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เสด็จมาที่แห่งนี้ มีหงส์เพศผู้ เพศเมีย มารอเข้าเฝ้าและพระพุทธเจ้าก็ได้ตรัสกกับหงส์คู่นี้ว่าต่อไปภายภาคหน้า ตรงที่แห่งนี้จะเป็นพื้นที่ ที่ยิ่งใหญ่และรุ่งเรืองขึ้น แล้วหลังจากนั้นจนถึงปัจจุบันนี้ หงส์คู่ เพศผู้ เพศเมีย จึงกลายมาเป็นสัญญลักษณ์ เมืองหงสาวดีค่ะ เช้าวันนี้เราจะออกเดินทางกันเช้ามากๆค่ะประมาณ 8 โมงเช้าเพื่อที่จะไปให้ทันใส่บาตรพระสงฆ์ สามเณรที่ วัดไจ่คะวาย กันคะ ใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 2 ชม. ระยะ 80 กม. ได้ไปให้ทันก่อน 11 โมงค่ะ วัดไจ่คะวาย หรือ เรียกอีกอย่างนึงว่า โรงเรียนสอนพุทธศาสนาเปรียบธรรมชั้น ตรี โท เอก ซึ่งถือว่าเป็นอีกหนึ่งวัดที่มีชื่อเสียงของพม่า รองลงจาก วัดมหากันดายงที่มัณฑเลย์ หลักๆที่มาที่นี้เพื่อทำบุญตักบาตร หรือจะถวายปัจจัยเพื่อทางวัดจะได้นำไปซื้อ ข้าวสาร อาหารแห้ง อุปกรณ์การเรียนต่างๆ ซึ่งที่นี่มีพระสงฆ์ สามเณร ไม่ต่ำกว่า 1,000 รูปนะค่ะ

ทริปนี้เรามาช่วงปีใหม่ ผู้คนที่หลั่งไหลมาทำบุญเยอะมากค่ะ เพราะแต่ละคนก็มั่งหวังมาทำบุญให้เป็นศิริมงคลแก่ตนเองตั้งแต่ต้นปีเลยค่ะ ก่อนจะถึงเที่ยงเวลายังเหลือเราได้ไป กราบนมัสการ พระนั่งสี่ทิศ หรือ เจดีย์ไจ้ปุ้น ต่อนะคะ ตามตำนานที่กล่าวไว้ พระพุทธรูปนั่งสี่ทิศ มีความสูง 30 เมตร หันพระพักตร์ไปทางทิศ เหนือแทนองค์สมเด็จพระสมณโคดม ใต้แทนพระโกนาคมน  ตะวันออกแทนพระกกุสันธะ ตะวันตกแทนพระกัสสปะ ต่อมามีแผ่นดินไหวพระพุทธรูปพุพังเสียหาย ได้มีพี่น้องหญิงสาว 4 คน ได้อุทิศตนให้กับศาสนา ซ่อมแซมสร้างพระพุทธรูปแทนตนเอง และได้ให้คำมั่น

สัญญาว่า จะไม่คล่องเกี่ยวกับบุรุษเพศ แต่น้องคนสุดท้องกับผิดคำสัญญา จึงเกิดเหตุอาเพสฟ้าผ่าทำให้พระพุทธรูปแทนตนเอง ได้พังลง หลังจากนั้นได้มีความพยายามซ่อมแซมพระพุทธรูปตัวแทนคนน้อง กี่ครั้งๆ ก็ไม่สมบูรณ์ค่ะ 

พระนั่งสี่ทิศ หรือ เจดีย์ไจ้ปุ้น

ก็ใกล้เที่ยงพอดี เราก็นำคณะลูกทัวร์ ไปทานอาหารเที่ยง ที่ร้าน โกลด์เด็น คีย์ ไฮไลท์ของร้านอาหารที่หงสา ก็คือ กุ้งแม่น้ำตัวโตๆย่าง กินกับน้ำจิ้มซีฟู๊ดรสแซ่บ จี๊ดด นะคะมื้อนี้ลูกค้าก็จะอิ่มหนำสำราญเป็นพิเศษหน่อยค่ะ เนื่องจากวันนี้นั่งรถไกลและก็แวะไหว้พระ 2 สถานที่ อาจจะมีหิวเป็นพิเศษหน่อยค่ะ 5555 หลังทานอาหารเที่ยงเสร็จ เราก็ไปไหว้พระขอพรต่อเลยค่ะ อีก 1 มหาบูชาสถานสุงสุด 1 ใน 5 ของพม่านี้จะอยู่ที่หงสานั่นก็คือ พระธาตุมุเตา ที่ชอบคนไทยเรียก หรือ เจดีย์ชเวมอร์ดอร์ สร้างขึ้นตั้งแต่รัชสมัยพระเจ้าบุเรงนองที่อยู่ในช่วงรุ่งเรืองตามคำทำนายขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้าที่เคยตรัสไว้ พระธาตุมุเตา หรือ เจดีย์ชเวมอร์ดอร์ สร้างไว้พระบรรจุพระทันตธาตุของพระพุทธเจ้า และเป็นเจดีย์ที่สุงสุดของประเทศพม่า สูงกว่า พระมหาเจดีย์ชเวดากองค่ะ และช่วงที่สมเด็จพระนเรศวรถูกจับตัวเป็นตัวประกันก็ทรงมาสักการะพระธาตุมุเตาที่แห่งนี้ด้วยนะคะ เมื่อปี ค .ศ.1930 ผ่านมาประมาณ 90 ปีที่แล้ว ก็มีแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ทำให้ยอดพระธาตุหักลงมากหลังจากนั้นก้ได้บูรณยอดพระธาตุใหม่ แล้วได้นำยอดองค์พระธาตุหักมาประดิษฐานมาไว้ข้างๆเพื่อให้ผู้คนได้กราบไหว้ พักหลังๆมาก็มีการนำธูป 1 ดอกไปปักตาร่องอิฐและเอาหน้าผากไปแตะ พระธาตุเพื่อขอพรให้มีอายุยืนนะคะ 

พระธาตุมุเตา

แล้วหลังจากนั้นเราก็จะออกเดินทางไปยัง คิมปูนแคมป์ เมืองไจ้โถ่ เพื่อจะไปสักการะพระธาตุอินทร์แขวนคืนนี้เรานอนบนอินทร์แขวน 1 คืน ระหว่างทางเราก็จะผ่านแม่น้ำสะโตง ซึ่งตามประวัติศาสตร์ไทย เป็นแม่น้ำที่พระนเรศ ได้ใช้พระแสง(ปืน) ยิงแม่ทัพของพระเจ้านันทบุเรง กษัตริย์แห่งพม่าเสียชีวิต ทำให้พ่ายแพ้ไป 

 

จึงประกาศอิสรภาพไม่ขึ้นต่อหงสาอีกต่อไป ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง เพื่อที่จะไปเปลี่ยนรถบรรทุก แล้วนั่งรถบรรทุกประมาณ 40 นาที เพื่อไปเปลี่ยนเป็นนั่งกระเช้า จากนั้นเรานั่งกระเช้าไฟฟ้า เคเบิ้ลคาร์ อีกประมาณ 10 นาที ระหว่างทางเราก็จะชมธรรมชาติ 

วิถีชีวิตของผู้คนที่นั่น มีหมู่บ้านขนาดเล็กสร้างลดหลั่นกันไป อากาศก็จะเย็นลงเรื่อยๆค่ะ และยิ่งเราไปช่วงฤดูหนาว อุณหภูมิก็ประมาณ 18 องศาได้ค่ะ  พอไปถึงบริเวณอินทร์แขวนผู้คนเยอะมากๆค่ะ ทั้งคนไทย คนพม่า เพราะต่างก็ตั้งใจไปไหว้พระธาตุอินทร์แขวน วันแรกของปีกันนะคะ ไปถึงเราก็จะไปลูกทัวร์ไปเช็คอินโรงแรม KYAITHIYO HOTEL ก่อน แล้วหลังจากนั้นนำทุกท่านขึ้นไปยังพระธาตุอินทร์แขวน ใช้เวลาในการเดินเท้า ประมาณ 15 นาทีค่ะเพราะระยะทางค่อนข้างชัน พื้นต่างระดับค่ะ ต้องค่อยๆเดินไป ระหว่างทางเดินก็จะมีสินค้าพื้นเมือง เสื้อผ้า ผลไม้ อาหาร ของทานเล่น ของที่ระลึกขายของชาวบ้านเยอะแยะไปหมดค่ะ เราจะเดินจนกว่าเจอบันไดทางขึ้น และ ซุ้มประตูสิงห์ตัวใหญ่ ซ้าย ขวา เราจะฝากรองเท้าและเดินเข้าไปที่ลานพระธาตุ พระธาตุอินทร์แขวน อีก 1 สถานที่สำคัญๆ ซึ่งเป็นมหาบูชาสถานสุงสุด 1 ใน 5 ของพม่า พระธาตุประจำปีเกิดของผู้ที่เกิดปีจอ ทุกคนที่มาเห็นองค์พระธาตุส่วนใหญ่ก็จะตะลึงในความสวยงาม ขององค์พระธาตุที่มีสีเหลืองทองทั้งองค์ และยิ่งไปกว่านั้นจะเห็นความน่าอัศจรรย์ ของก้อนหินที่ตั้งตระหง่านรินหน้าผาสูงชันหมิ่นเหม่ ซึ่งตามแรงโน้วถวงของโลกแล้ว ก้อนหินน่าจะตกลงมา แต่ไม่ใช่อย่างงั้น องค์พระธาตุกลับไม่ตกและตั้งอยู่อย่างมหัศจรรย์ และศักดิ์สิทธิ์ด้วยแรงศรัทราของชาวพุทธศากนิกชน ถือว่าเป็นบุญตาที่ได้มาพบเห็นค่ะและเป็นมงคงแก่ชีวิตอย่างมากค่ะ ในบริเวณองค์พระธาตุจะมีรั้วเหล็กอลูมิเนียมกั้นไว้ จะให้เฉพาะผู้ชายเท่านั้นที่สามารถเข้าไปได้ เพื่อไปปิดแผ่นทองและกราบไหว้พระธาตุอย่างใกล้ชิดนะคะ ตามพุทธกาลได้กล่าวไว้ว่า เป็นเจดีย์ที่บรรจุพระเกศาของพระพุทธเจ้า หรือ พระเจดีย์จุฬามณี ตามความเชื่อจะประดิษฐานอยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ที่เหล่าทวยเทพมากราบไหว้ 

พระธาตุอินทร์แขวน

ในตำนานคร่าวๆที่เล่ากันว่า พระพุทธเจ้าได้ประทานพระเกศาให้แก่ฤาษี ฤาษีท่านอื่นได้นำพระเกศาไปบรรจุไว้ในสถูปเจดีย์เพื่อไว้กราบไหว้ มีฤาษีตนนึงชื่อว่า ฤาษีติสสะ ได้นำพระเกศาไปซ่อนในมวยผมตัวเอง เมื่อถึงเวลาที่ต้องละสังขาร จึงได้อธิฐานว่าต้องการนำพระเกศาไปบรรจุไว้ในก้อนหินขนาดใหญ่ที่มีลักษณะคล้ายกับศรีษะของตนเอง เมื่อพระอินทร์ทรงได้ยินจึงออกไปหาก้อนหินทั่วมหาสมุทรเพื่อให้ฤาษีเลือก จนกว่าจะได้ก้อนหินที่เหมือนศรีษะตน แล้วให้พระอินทร์นำมาตั้งไว้บนภูเขาหิน จึงเป็นที่มาของ พระธาตุอินทร์แขวน ค่ะ ซึ่งชาวพม่า ชาวมอญ มีความเชื่อว่า หากได้มากราบพระธาตุเกิน 3 ครั้ง จะได้กุศลแรงกล้าและอนิสงส์ที่วิเศษที่สุด ซึ่งตำนานของพระธาตุอาจจะมีเยอะต่างๆนานา แต่งเรื่องเล่าก็จะคล้ายๆกันค่ะ และมีอีก 1 ไฮไลท์คือ รูปปั้นของ พระนางชเวนันจิน หรือ เจ้าแม่สุขภาพ จะอยู่ทางขึ้นเลยบันไดสิงห์ เชื่อกันว่าเจ็บปวดตรงไหน ให้อธิฐานแล้วลูบคลำตรงนั้น อาการก็จะบรรเทาลงหรือหายไปในที่สุดค่ะ นางชเวนันจิน เป็นบุตรของนาคและมนุษย์ ฤาษีได้นำไปฝากชาวกะเหรี่ยงเลี้ยงดูพอเติบโตมาได้แต่งงานกับโอรสของเจ้าเมืองสะเทิม ต่อมาได้ล้มป่วยหนัก โหรหลวงทำนายเนื่องจากนางไม่ได้ผีบรรพบุรุษ นางจึงกลับมาไหว้พระฤาษี ระหว่างทางถูกเสือกัดได้รับบาดเจ็บสาหัส จึงตั้งจิตอธิฐานต่อองค์พระธาตุอินทร์แขวน ว่าให้วิญญาณสิงสถิตอยู่บริเวณแถวพระธาตุเพื่อที่จะค่อยปกป้องรักษาผู้คนที่จะมากราบไหว้พระธาตุนะค่ะหลังจากที่กราบไหว้พระธาตุเสร็จสิ้น เรามาทานมื้อเย็นที่โรงแรมจะเป็นอาหารแบบบุฟเฟ่ต์ค่ะ ไฮไลท์ก็จะเป็นบุฟเฟ่ต์กุ้งแม่น้ำ หลังจากนั้นก็เข้าที่พัก หลังจากที่เหนื่อยมาทั้งวัน พักผ่อนเอาแรง เพราะพรุ่งนี้เราจะเดินทางกลับกรุงเทพฯกันค่ะราตรีสวัสดิ์นะคะ^^

วันนี้ก็จะเป็นที่สามของทริปแล้วนี้ เช้านี้ตื่นไวหน่อยค่ะ ประมาณตีห้าครึ่ง เพราะตั้งใจจะตื่นมาใส่บาตรนะคะ ซึ่งบริเวณหน้าโรงแรมที่เราพักก็จะมีพระสงฆ์ เณร ออกมาบิณฑบาตหลายร้อยรูปมากค่ะ ช่วงเช้าๆอากาศ บริสุทธิ์ดีมากค่ะ สูดลมหายใจเต็มปอดมีความรู้สึกว่าสดชื่นมากค่ะ หลังจากที่ทานอาหารเช้าเสร็จเรียบแล้ว ขากลับเราจะกลับทางรถบรรทุกค่ะ ตอนนี้รถบรรทุกเขาได้พัฒนาขึ้นมาเยอะเลยค่ะ มีที่นั่งเป็นล็อคๆ มีที่จับให้ และส่วนกะบะก็มีหลังคาให้ ไม่ต้องทนร้อนแล้วค่ะ ซึ่งมีลูกทัวร์บางคนบอกว่าเคยมาที่นี่นานแล้ว รถขึ้นพระธาตุแต่ก่อนไม่ได้สภาพดีแบบนี้นะคะ ระหว่างทางลง ลูกทัวร์ก็เฮฮา กรี๊ดกร๊าด เสียงดัง สนุกสนานเป็นพิเศษเพราะโค้งเยอะมากกก ทำให้ตื่นเต้น ด้วยบรรยากาศที่ดี สดชื่น ทำให้ลูกค้าไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวอะไรค่ะ ส่วนขากลับเราก็จะกลับเส้นทางเดิมค่ะ ก็ใช้เวลาอีก 2 ชั่วโมงเพื่อจะไปหงสาค่ะ พอถึงหงสาเราก็ไปไหว้ พระพุทธไสยาสน์ชเวตาเลียว หรือ พระนอนยิ้มหวาน ที่มีความยาว 60 เมตร สูง 17 เมตร ลักษณะขององค์มีความงดงาม สีทอง นอนหนุนหีบสมบัติ มีอายุเก่าแก่กว่า 1,200 ปีได้ค่ะ ซึ่งถือว่าเป็นปูชนียสถาน อันดับ 2 ของหงสาวดีรองจากพระธาตุมุเตาค่ะ บริเวณหน้าวัดก็จะเป็นแหล่งช้อปปิ้ง เช่น ไม้แกะสลัก ไม้จันทร์หอม ผ้าปักพื้นเมือง ผ้าพิมพ์ลาย ผ้าพื้นบ้าน ของที่ระลึกต่างๆ เครื่องเงิน อัญมณีค่ะ 

จากนั้นก็พาลูกทัวร์ไปทานอาหารมื้อเที่ยง เมนูพิเศษก็จะเป็นกุ้งแม่น้ำย่างเหมือนกันค่ะ เพราะมาเที่ยวหงสา ต้องทานกุ้งแม่น้ำย่างสดๆ เนื้อหวานๆ ฉ่ำๆค่ะ ทานอาหารเสร็จเราก็มุ่งตรงไปย่างกุ้งต่ออีก 2  ชั่วโมงเพื่อที่จะไปสนามบินย่างกุ้ง กลับกรุงเทพกันค่ะ ในอดีตที่ผ่านมาพม่าได้เปลี่ยนเมืองหลวงราชธานีบ่อยเหมือนกัน เมืองหลวงที่แรกจะอยู่ที่มัณฑะเลย์ หนึ่งในประวัติศาตร์สำคัญๆของพม่าในยุคของสงครามโลกครั้ง2 ในช่วงการไล่ล่าอาณานิคมจักวรรอังกฤษ หลังจากนั้นก็ย้ายมาอยู่ย่างกุ้ง ซึ่งถือว่าเป็นเมืองเศรษฐกิจของพม่า ทำให้พม่ากลับมามีชื่อเสียงอีกครั้งค่ะ และตอนนี้เมืองหลวงของพม่าก็ได้ย้ายไปอยู้ที่กรุงเนปิดอร์ ตั้งแต่ปี พ.ศ 2548 และได้ย้ายหน่วยงานราชการมาที่นี่เกือบทั้งหมด และได้สร้างเสร็จในปี พ.ศ 2551 ซึ่งมีขนาดใหญ่มาก ถือว่าเป็นความภาคภูมิใจของพม่ามากค่ะระหว่างขากลับก็ให้ลูกค้าได้พักผ่อนเล็กน้อย ไปถึงสนามบินก็เกือบบ่าย 2 โมง ถึงสนามบินก็ให้ลูกค้าได้แพ็คกระเป๋าหลังจากที่ได้ช้อปปิ้งมาค่ะ ไฟท์บินขากลับของเรา 8M331 เวลา 16.30 น. ถึงสนามบินสุวรรณภุมิ ก็ประมาณ 18.15 น. ค่ะ  สำหรับทริปนี้ทุกๆคนก็อิ่มบุญกันถ้วนหน้าค่ะ แล้วมีบางท่านก็ไปบนที่เทพทันใจไว้ มีบอกว่าถ้าสำเร็จจะโทรมาบอกเราให้พาไปแก้บนอีกค่ะ 555555 ยังไงก็ขอให้ทุกท่านสมหวัง สมปรารถนากับพรที่ได้ขอไปนะคะ

ขอบคุณลูกทัวร์มากๆนะคะ สำหรับทริปนี้ค่ะ  

 

 

  • ลงทะเบียนเพื่อรับข่าวสาร

    ลงทะเบียนเพื่อรับข่าวสารของเราเพื่อรับข้อเสนอหรือโปรโมชั่น