บันทึกนักเดินทาง

คุนหมิง ต้าหลี่ ลี่เจียง แชงกรีล่า 6วัน5คืน 5 - 10 ธันวาคม 2562

24 มกราคม 2563

ขอนำทุกท่านร่วมเดินทางไปสัมผัสทริปพิเศษเส้นทางทัวร์ที่ราบสูง สูดหายใจลึกๆ แล้วมาไปด้วยกัน ไปค่ะ.............

เหิรฟ้าสู่เมืองคุนหมิง โดยสายการบินแอร์เชีย

ใช้เวลาเพียงแค่ 2 ชั่วโมงกับ 15 นาที เราก็ถึงเมืองคุนหมิง ประเทศจีนกันแล้ว เมืองคุนหมิง ตั้งอยู่มณฑลยูนนาน ทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศจีน มีสภาพอากาศเย็นสบายตลอดปี อุณหภูมิเฉลี่ย 15 -18 องศาเซลเซียส ตัวเมืองตั้งอยู่ริมฝั่งทะเลสาบเตียนฉือ เป็นทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดอันดับ 6 ในประเทศจีน และใหญ่ที่สุดในมณฑลยูนนาน ซึ่งมีพื้นที่ประมาณ 340 ตารางกิโลเมตร เนื่องจากมีอากาศอบอุ่นตลอดทั้งปี จึงถูกขนานนามว่า "นครแห่งฤดูใบไม้ผลิ"  มีความสูงเหนือระดับน้ำทะเลประมาณ 1,900 เมตร เป็นศูนย์กลางทางการเมือง เศรษฐกิจ การคมนาคม และวัฒนธรรมของมณฑลยูนนาน แต่วันนี้เราแค่ลงเครื่องที่เมืองคุนหมิง แวะกินข้าวเที่ยงกันก่อนค่ะ 

หลังจากรองท้องกันแล้วเดินทางต่อไปยัง เมืองต้าหลี่ ใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมงนิดๆนะคะ ระหว่างทางเดี๋ยวมีแวะลงเข้าห้องน้ำกันด้วย เมืองต้าหลี่ อยู่ห่างจากเมืองคุนหมิงมาทางตะวันตกประมาณ 400 กิโลเมตร เป็นเมืองเอกของเขตปกครองตนเองชนชาติไป๋ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของมณฑลยูนนาน ซึ่งเป็นมณฑลชายแดนทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ตั้งอยู่บนที่ราบสูงระหว่างเทือกเขาซังซานทางด้านตะวันตก และทะเลสาบเอ๋อไห่ทางด้านตะวันออก เป็นที่ตั้งถิ่นฐานของชาวไป๋และชาวอี้มาตั้งแต่สมัยโบราณ และยังติดอันดับเป็นเมืองที่สวยที่สุดของจีน เคยเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรน่านเจ้า ซึ่งเป็นอาณาจักรของชาวไป๋ในราวศตวรรษที่ 8-9 ต่อมาได้เป็นเมืองหลวงของอาณาจักรต้าหลี่ในปี พ.ศ. 1480 – 1796 ถึงเมืองต้าหลี่ก็ค่ำมืดเลยทีเดียว วันนี้พักผ่อนเอาแรงก่อนล่ะกัน พรุ่งนี้เช้าจะได้สดชื่น

คืนนี้เราพักที่ MAN JIANG HONG HOLIDAY เมืองต้าหลี่ค่ะ ห้องโมเดิร์นๆ น่ารักไปอีก  

เช้านี้ไปไหว้ขอพรเจ้าแม่กวนอิม ณ วัดกวนอิมถาง กันก่อนเลยนะคะ ซึ่งวัดนี้เป็นชาวต้าหลี่ให้ความเลื่อมใส ศรัทธาเป็นอย่างมาก มีตำนานเล่ากันว่าในสมัยราชวงศ์ถัง ในสมัยนั้นมีทหารยกทัพจะมาตีเมืองต้าหลี่ แต่ระหว่างกองทัพทหารจะไปถึงประตูเมืองนั้น ได้พบกับหญิงชราคนนึง ซึ่งได้แบกก้อนหินใหญ่ไว้ข้างหลัง เมื่อได้สอบถามหญิงชราคนนั้นว่าเป็นใคร มาจากไหน ก็ได้ทราบว่าหญิงชราคนนี้เป็นคนเมืองต้าหลี่ เมื่อกองทัพทหารได้ทราบดังนั้นแล้ว จึงตัดสิ้นใจถอยทัพกลับไป เพราะขนาดหญิงชรายังมีกำลังมหาศาลขนาดนี้ หากเป็นชาวเมืองวัยหนุ่มสาวจะต้องมีกำลังในการต่อสู้เป็นหลายเท่าอย่างแน่นอน ชาวเมืองต้าหลี่จึงเชื่อว่าหญิงชราคนนั้นเป็นเจ้าแม่กวนอิมแปลงกายลงมา เพื่อปกป้องชาวเมือง จึงมีการสร้างวัดนี้ เพื่อเป็นที่ให้มาสักการะ บูชาเจ้าแม่กวนอิม และวัดนี้ก็ได้ถูกขนานนามว่า วัดเจ้าแม่กวนอิมแปลงกาย นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

วัดกวนอิมถาง หรือวัดเจ้าแม่กวนอิมแปลงกาย เมืองต้าหลี่

เรานั่งรถต่อไปเมืองแชงกรีล่ากันเลย ใช้เวลาโดยประมาณ 6 ชั่วโมง ระหว่างทางเราจะผ่านเมืองลี่เจียงกันกัน จากต้าหลี่ ไปถึงลี่เจียง ก็ใช้เวลาเกือบ 2 ชั่วโมงครึ่ง ออกจากเมืองลี่เจียงไปได้สักหน่อย ก็จะถึงอีกหนึ่งสถานที่ที่น่าแวะชม นั่นก็คือ ช่องแคบเสือกระโจน ซึ่งเป็นแม่น้ำที่ไหลผ่านช่วงบริเวณหุบเขาที่แม่น้ำแยงซี ไหลลงมาจากแม่น้ำจินซาเจียง (แม่น้ำทรายทอง) ซึ่งบริเวณนี้น้ำจะไหลเชี่ยวมาก และช่วงที่แคบที่สุดมีความกว้างเพียง 30 เมตร อยู่ใต้หน้าผาสูง 2,000 เมตร มีตำนานเล่าต่อกันมาว่า มีเสือตัวหนึ่งหนีการตามล่าของนายพรานมาถึงบริเวณที่แคบที่สุดของแม่น้ำสายนี้ ในช่วงนั้นมีน้ำหลากและไหลเชี่ยวมาก พอจนมุมเสือตัวนั้นได้กระโจนลงไปกลางแม่น้ำ นายพรานเห็นดังนั้นก็คิดว่าเหมือนกับการฆ่าตัวตาย แต่ทันใดนั้น เสือก็ได้กระโจนอีกฝั่งของแม่น้ำ จึงทำให้รู้ว่าตรงกลางแม่น้ำนั้นมีก้อนหินขนาดใหญ่อยู่ เสือจึงสามารถกระโจนลงไปกางแม่น้ำที่ไหลเชี่ยว แล้วกระโดดขึ้นไปถึงยังอีกฝั่งได้ จึงเป็นชื่อมาของชื่อ ช่องแคบเสือกระโจน จนถึงทุกวันนี้ ถ้านักท่องเที่ยวที่จะเดินทางไปแชงกรีล่า ไม่ควรพลาดที่จะแวะชมความงามของที่นี่นะคะ

 

ช่องแคบเสือกระโจน

จากช่องแคบเสือกระโจนเดินทางมาถึง เมืองแชงกรีล่า (Shangri-La) หรือ เดิมมีชื่อว่า เมืองจงเตี้ยน อยู่ห่างจากลี่เจียง 200 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงกว่าๆ เพราะเส้นทางจะเลาะขึ้นเขามา และรถวิ่งได้ไม่เร็ว มาถึงที่นี่ก็เกือบค่ำแล้วค่ะ เราไปชมเมืองโบราณแชงกรีล่ากันก่อนเลย ซึ่งเป็นชุมชนเก่าของชาวทิเบต ชาวบ้านเรียกเกลทัง ซึ่งมีนวนิยายขายดีในปี 1933 ชื่อว่า The Lost Horizon ได้เขียนนิยามของเมืองนี้ไว้ว่า “สวรรค์แห่งสุดท้ายบนพื้นพิภพ” ย่านเมืองเก่าอยู่ตอนใต้สุดของตัวเมือง รายล้อมไปด้วยร้านอาหาร ร้านกาแฟ ร้านของที่ระลึกและเกสต์เฮาส์ แต่ก็จะหลงเหลือไว้ให้เราได้ชมไม่มากนัก เพราะเมื่อ 2 ปีที่แล้ว มีไฟไหม้ภายในเมืองโบราณ และเนื่องจากบ้านเรือนส่วนใหญ่สร้างด้วยไม้แล้วนั้น ยิ่งเป็นเชื้อเพลิงอย่าดี ทำให้รุกรามเผาไหม้เกือบทั้งเมือง

 

ประตูทางเข้าเมืองโบราณแชงกรีล่า

พอเดินผ่านประตูทางเข้ามาแล้ว ก็จะได้พบกับวัดต้าฝอซื่อ หรือ วัดระฆัง เป็นวัดทิเบตที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวสวยงามต้ังอยู่บนยอดเขา ประดับประดาด้วยธง มองไปยังวัดก็จะเห็นกงล้อมนต์สีทอง สูง 23 เมตร ผู้คนนิยมไปหมุนวนเพื่อให้บทสวดนั้นกังวานไปถึงสรวงสวรรค์ คนทิเบตเชื่อว่าการหมุนกงล้อธรรมก็เหมือนกับการสวดภาวนา ซึ่งในกงล้อแห่งธรรมนี้จะมีสลักอักษร บทสวดภาวนาเต็มไปหมดเลยค่ะ และต้องใช้กำลังคนในการหมุนหลายคนทีเดียว ถึงจะสามารถหมุนกงล้อนี้ได้ 

วัดต้าฝอซื่อ

 เมืองโบราณแชงกรีล่า ในยามเย็น

 

คืนนี้เราพักที่ YUN DING JIN XI HOTEL  เมืองแชงกรีล่า  

เช้านี้เรามุ่งตรงไปขึ้น ภูเขาหิมะสือข่า (Shika Snow Mountain) หรือ หุบเขาพระจันทร์สีน้ำเงิน มีความสูงกว่า 4,500 เมตร จากระดับน้ำทะเล สามารถขึ้นยอดสูงสูงของภูเขาได้โดยขึ้นกระเช้าไป 2 ช่วง โดยจุดเปลี่ยนกระเช้าจุดแรก จะมีศูนย์ท่องเที่ยวคอยบริการอยู่ และเมื่อต่อกระเช้าจุดที่ 2 ขึ้นไปจนถึงยอดบนสุด สามารถชมวิวได้ 360 องศา จะมี 13 ยอดเขา เรียงรายต่อกัน เป็นหุบเขาที่มีวิวสวยงามมาก และได้รับการขนานนามว่าเป็นสวรรค์บนดิน เทือกเขานี้หากมองดูแล้วลักษณะคล้ายมังกรนอนอยู่บนก้อนเมฆ จึงเป็นที่มาของชื่อเทือกเขา และเทือกเขาแห่งนี้คนท้องถิ่นได้ให้ความนับถือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อีกด้วย ใช้เวลาเดินชมวิวเต็มที่ประมาณ 1 ชั่วโมง ไม่ควรอยู่ด้านบนเป็นเวลานานเกินไป เป็นคำแนะนำจากไกด์ท้องถิ่น เพราะว่าเราขึ้นมาที่ระดับความสูง 4,500 กว่าเมตร อากาศจะเบาบางมาก ทำให้หายใจลำบาก และการเคลื่อนไหวร่างกาย ต้องให้ช้าลง อย่าเดินเร็ว อย่าวิ่ง เพราะจะทำให้หายใจไม่ทัน จนมีอาการแพ้ที่สูง อาจจะรู้สึกอยากจะอาเจียน เวียนหัว หรือหมดสติไปได้ ส่วนใหญ่ที่ขึ้นมาบนเขาก็จะซื้อออกซิเจนกระป๋องติดตัวขึ้นมากันแทบทุกคน เพราะร่างกายเราอาจปรับสภาพไม่ทัน หลังจากที่ชื่นชมธรรมชาติจนหน่ำใจแล้วเราก็นั่งกระเช้ากลับลงไป เปลี่ยนกระเช้า 2 รอบเหมือนเดิม แล้วไปเที่ยวที่ต่อไปกันเลย

ภูเขาหิมะสือข่า (Shika Snow Mountain) หรือ หุบเขาพระจันทร์สีน้ำเงิน

ใช้เวลาไม่มากนัก เราก็นั่งรถมาถึง วัดลามะซงจ้านหลิน เปลี่ยนขึ้นรถมินิบัสของทางวัดวิ่งเข้าสู่เขตด้านใน วัดนี้ถูกสร้างขึ้นเมื่อศตวรรษที่ 17 ก่อนถูกทำลายในทศวรรษที่ 1950 และสร้างใหม่ ในสมัยองค์ดาไลลามะที่ 5 ในปี ค.ศ. 1679 ชื่อตามพระนามขององค์ดาไลลามะว่า “เกอตันซงจ้านหลิน” มีรูปแบบคล้ายพระราชวังโปตาลา ณ. เมืองหลวงลาซาแห่งทิเบต แต่ขนาดมีการย่อส่วนลงมา หากกล่าวว่าโปตาลาเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวทิเบต วัดซงจ้านหลินซื่อ ถือได้ว่าเป็นศูนย์กลางแห่งพุทธศาสนิกชนในบริเวณที่ราบสูงทิเบต เป็นวัดแบบทิเบตใหญ่ที่สุดในยูนนาน วิหารใหญ่สูงสี่ชั้น ชั้นล่างมีภาพจิตรกรรมฝาผนังเล่าถึงตำนานของทิเบตและแสดงภาพแผนภูมิจักรวาล ผนังรอบด้านประดับด้วยทังคา หรือภาพเขียนสีบนผืนผ้าใบ เป็นรูปโพธิสัตว์ในปางต่างๆ แต่ด้านในวิหารไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพได้ จึงเก็บเอาภาพบรรยากาศด้านนอกมาให้ชมแทนนะคะ

 

  

วัดลามะซงจ้านหลิน

เที่ยวที่วัดลามะเสร็จเรียบร้อง เราเดินทางสู่เมืองลี่เจียง ตีกลับเส้นทางเดิมเหมือนขามา ใช้เวลาก็ 3 ชั่วโมงนิดๆเหมือนเดิมค่ะ พอมาถึงลี่เจียงเราแวะมาที่ สระมังกรดำ สร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์ชิง (เเมนจู) เป็นที่ซึ่งมีสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานวัฒนธรรมของชาวฮั่น ทิเบต และหน่าซี ไว้ด้วยกัน จุดเด่นของที่นี่คือความใสของน้ำที่ใสราวกับมรกต ในอดีตมีคนพบเห็นมังกรดำปรากฏกายใต้น้ำบ้าง ผุดขึ้นมาจากสระน้ำบ้าง บรรยากาศภายในสวนนั้นเงียบสงบและงดงามด้วยบึงน้ำใสสะอาดสะท้อนภาพทิวทัศน์ของเทือกเขาหิมะมังกรหยกได้อย่างชัดเจน

สระมังกรดำ

เดินออกทางด้านหลังของสวนสระมังกรดำแล้วเดินเรียบลำธารมาเรื่อยๆ ก็จะถึง เมืองโบราณลี่เจียง เมืองนี้ยังได้รับการขนานนามว่า "เวนิสแห่งตะวันออก" ด้วยสถาปัตยกรรม และวัฒนธรรมเฉพาะถิ่นอันมีเอกลักษณ์  จึงได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็น มรดกโลกทางวัฒนธรรมในปี 1997 จากองค์การยูเนสโกอีกด้วย และเมื่อเข้าไปชมด้านในนอกจากจะมีสินค้าให้เลือกซื้อมากมาย เรายังรู้สึกได้สัมผัสถึงวิถีชีวิตโบราณ

เมืองโบราณลี่เจียง

กลับโรงแรมพักเอาแรง เพื่อเตรียมตัวขึ้นสู่ยอดเขาหิมะมังกรหยก สำหรับเช้าวันพรุ่งนี้ ต้องพักผ่อนให้เต็มที่ ไฮไลท์ของทริปนี้อยู่ที่เขาลูกนี้จริงๆ รอชมความสวยงามกันได้เลยค่ะคุณ

คืนนี้เราพักที่ LUCKY DRAGON  HOTEL เมืองลี่เจียง  

เช้าตรู่วันนี้เราเดินทางสู่ ภูเขาหิมะมังกรหยก (Jade Dragon Snow Mountain) หรือ อวี้หลงเซี่ยซาน อยู่ห่างจากในตัวเมืองไปประมาณ 40 นาที พอมาถึงในเขตอุทยานแล้วจะต้องเปลี่ยนขึ้นรถของอุทยาน แล้วนั่งขึ้นเขาไปประมาณ 30 นาที ถึงระดับความสูงที่ 3,356 เมตร แล้วมาต่อขึ้นกระเช้าอีก 9 นาที เพื่อขึ้นสู่ยอดเขา ระดับความสูงอยู่ที่ 4,506 เมตร แต่!!! ยังไม่ถึงความสูงที่สูงที่สุดของเขานี้ ยังมีขั้นบันไดให้เราเดินขึ้นไปชมวิวได้อีก ซึ่งยอดเขาที่สูงที่สุด จะอยู่ที่ระดับความสูงประมาณ เกือบ 5,600 เมตรค่ะ หากใครจะมาเที่ยวที่นี่ควรต้องเตรียมตัวให้พร้อม พักผ่อนให้เต็มที่เพราะเขาลูกนี้ สูงกว่าที่แชงกรีล่าซะอีก แต่พอขึ้นมาถึงข้างบน บอกเลยว่าต้องว้าว อ้าปากค้างกับวิวที่เห็นตรงหน้ากันอย่างแน่นอน ฟันธง!!!!

 

 

  ภูเขาหิมะมังกรหยก (Jade Dragon Snow Mountain)

ลงมาจากเขาแล้ว มารอชมโชว์ Impression Lijiang ของผู้กำกับที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ “จางอวี้โหมว” ซึ่งโชว์นี้จะเป็นการเล่าเรื่องราวถึงวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ของชนเผ่าต่างๆ และประเพณีของชนกลุ่มน้อยของเมืองลี่เจียง มีฉากหลังเป็นยอดเขาหิมะมังกรหยกและ มีนักแสดงกว่า 500 คน การแสดงชุดนี้ใช้ทุนสร้างกว่า 250 ล้านหยวน หรือประมาณ 1,250 ล้านบาท เป็นชุดการแสดงในสถานที่จริง ถือว่าเป็นการแสดงโชว์ที่ดูยิ่งใหญ่อลังการมาก

โชว์ Impression Lijiang ของผู้กำกับที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ “จางอวี้โหมว”

ต่อจากนั้นนั่งรถออกจากเขตอุทยานมา 10 นาที เรามาแวะเที่ยวที่ อุทยานน้ำหยก ( Jade Water Village) เป็นสถานที่สำคัญทางด้านวัฒนธรรมของชนเผ่าหน่าซี โดยกลมกลืนกับธรรมชาติที่งดงาม เป็นน้ำที่ซึมมาจากการละลายของน้ำแข็งบนภูเขาหิมะมังกรหยก และด้านในจะเห็นรูปปั้นสีทอง ซึงเป็นเทพเจ้าธรรมชาติ องค์รูปปั้นจะประกอบไปด้วยสัตว์นานาชนิด เพื่อแสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติบริเวณนี้ ในอุทยานจะมีอุณหภูมิที่เหมาะแก่การเลี้ยงปลาแซลมอนมาก เราจะได้เห็นปลาแซลมอนทั้งสีดำและสีทองว่ายอยู่ในสระนั้น เป็นปลาที่เขาเลี้ยงไว้ค่ะ

 

อุทยานน้ำหยก ( Jade Water Village)

เรียบร้อยถือว่าเราเก็บทุกไฮไลท์ของเมืองลี่เจียงได้สำเร็จ นั่งรถต่อสูเมืองต้าหลี่กันเลย ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง กว่าจะถึงก็น่าจะค่ำพอดี เข้าโรงแรมพักผ่อนกันเลย

คืนนี้เราพักที่ FEILONG HOLIDAY เมืองต้าหลี่

เช้านี้เราเดินทางกลับสู่เมืองคุนหมิง เส้นทางเดิมกับขามาเลย ใช้เวลา 5 ชั่วโมงนิดๆ หลับเอาแรงกันยาว ๆ มาถึงเมืองคุนหมิงพลาดไม่ได้ที่จะมาวัดอันเก่าแก่ของเมืองนี้ นั่นก็คือ วัดหยวนทง เป็นวัดที่ผสมผสานสถาปัตยกรรม ทั้งไทย พม่า และธิเบต วัดแห่งนี้เป็นศูนย์กลางของพระพุทธศาสนาถึง 3 นิกาย วัดหยวนทงเป็นวัดที่ใหญ่ที่สุดและเก่าแก่ที่สุดของมณฑลยูนนาน สร้างขึ้นมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ถัง ภายในวัดที่ศักดิ์สิทธิ์ และเป็นศูนย์กลางของพระพุทธศาสนาถึง 3 นิกาย ได้แก่ นิกายมหาญาณ, นิกายหินญาณ และนิกายลามะของธิเบต ภายในยังมีโบถส์ไทยอันเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธชินราชจำลอง ที่ท่านนายกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ได้อันเชิญมาจากจังหวัดพิษณุโลก เพื่อเชื่อมสัมพันธ์ไมตรีระหว่างไทย – จีน นับเป็นพระพุทธรูปองค์แรกของไทยที่ถูกอัญเชิญมาประดิษฐานไว้ที่วัดในเมืองจีนอีกด้วย วิธีการไหว้พระของคนจีน จะไหว้ให้ครบทั้งสี่ทิศ คือทิศเหนือเกี่ยวกับพ่อแม่ ทิศตะวันออกเกี่ยวกับครู ทิศใต้เกี่ยวกับครอบครัว และทิศตะวันตกเกี่ยวกับเพื่อนฝูง การจุดธูปนั้นคนจีนจะเรียกว่าเผาธูป

วัดหยวนทง เมืองคุนหมิง

จบทริปเป็นที่เรียบร้อย พร้อมกับความอิ่มเอมใจกับวิวอลังการของแต่ละยอดเขา ถือเป็นทริปตื่นตาตื่นใจ กับความสวยงามของธรรมชาติมาก เห็นแบบนี้อยากจะบอกต่อ ใครสนใจเส้นทางนี้อยู่ มาเที่ยวกันเถอะ มาแล้วจะเจอกับสถานที่แต่ละที่ ตรงปกแน่นอน เราคอนเฟิร์ม!!!

 

 

 

แอนเล็ก

9 / JAN / 2020

 

  • ลงทะเบียนเพื่อรับข่าวสาร

    ลงทะเบียนเพื่อรับข่าวสารของเราเพื่อรับข้อเสนอหรือโปรโมชั่น