บันทึกนักเดินทาง

ปราสาทบันทายศรี “ถ้าไม่ได้ไปถือว่ามาไม่ถึง”

29 พฤศจิกายน 2562

  เมื่อมาถึงประเทศกัมพูชาถ้าไม่ได้มา“ปราสาทบันทายศรี”ถือว่ามาไม่ถึงประเทศกัมพูชาก็ว่าได้ เป็นปราสาทหินที่มีความสวยงามที่สุดในประเทศกัมพูชา เป็นปราสาทแห่งเดียวที่สร้างเสร็จมาแล้วกว่า 1,000 ปี ที่ เนื่องจากหินทรายสีชมพูเนื้อละเอียด บนหินทรายงดงามอย่างละเอียด อย่างไม่มีปราสาทใดเหมือนได้รับการขนาดนามว่าเป็นปราสาทแห่งความรัก  ปราสาทแห่งนี้สร้างอุทิศถวายพระอิศวรภายใต้พระนามว่า "ตรีภูวนมเหศวร" หรือ "ผู้เป็นใหญ่แห่งโลกทั้งสาม" 

ปราสาทบันทายสรี ประวัติว่าเป็นเทวสถานที่สร้าง โดยพราหมณ์ที่ชื่อ ยัชญวราหะ ซึ่งเป็นราชครูของพระเจ้าชัยวรมันที่ 5 เพื่อบูชาพระศิวะ หรือพระอิศวร ตามความเชื่อในศาสนา  ปราสาทแห่งนี้สร้างโดยคนที่ไม่ได้เป็นกษัตริย์ ก็เลยเป็นการสร้างปราสาทบนเนินดินฐานประสาทเตี้ย และยอดปราสาทก็ไม่ให้สูง เพื่อไม่ให้เกิดการเทียบเคียงกับปราสาทที่สร้างขึ้นโดยกษัตริย์

ทางเข้าสู่พื้นที่บริเวณลานปราสาทบันทายสรีเป็นซุ้มประตูที่เรียกว่า โคปุระตะวันออก ซึ่งมีเทพประจำทิศคือพระอินทร์ ที่หน้าบันจึงเห็นเป็นรูปแกะสลักของพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ และลวดลายเป็นรูปดอกไม้เลื้อย ปลายพวงมาลัยเป็นรูปพญานาค ลวดลายแกะสลักหินดูคมชัดแต่นิ่มนวลคล้ายงานแกะสลักไม้ เป็นรูปแบบศิลปะเขมรที่เรียกว่าศิลปะแบบบันทายสรี  มีอายุมากกว่าศิลปะแบบนครวัดอยู่ประมาณ 100 กว่าปี

รูปแกะสลักของพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ

บริเวณแนวทางเดินที่ลานปราสาทจะเห็นเสาหินยอดเป็นรูปคล้ายดอกบัวตูมที่เรียกว่า เสานางเรียง หรือบางคนก็เรียกว่า เสานางจรัล 

เสานางเรียง

เมื่อเข้าสู่โคปุระชั้นในจะพบ โคนนทิ  ซึ่งเป็นพาหนะประจำของพระศิวะ แต่ก็ทำอยู่หลายหน้าที่เหมือนกัน ทั้งเป็นประตูวังของพระศิวะบนเขาไกรลาส หรือยังเป็นเทพที่เป็นนักดนตรีอีกด้วย ยังปรากฏว่าได้เคยร่วมนาฏกรรมรำฟ้อนกับองค์พระศิวะบ่อยๆ โดยรับหน้าที่ตีตะโพนคอยให้จังหวะ ในขณะที่องค์พระศิวะร่ายรำระบำฟ้อน ในวโรกาสสำคัญต่างๆพระโคนนทิ ยังมีความสำคัญอีกมากมายที่ทำให้บรรดามวลมนุษย์ที่บวงสรวงบูชาพระศิวะนั้น นิยมบวงสรวงบูชาโคนนทิด้วย โดยยกย่องให้เป็นโคพิเศษ เป็นโคศักดิ์สิทธิ์ที่เปรียบเสมือนกับเป็นสัญลักษณ์แห่งพระศิวะมหาเทพดังนั้นการที่ชาวฮินดูไม่นิยมฆ่าวัวก็เป็นเพราะเคารพยกย่องและบูชาโคนนทิ ซึ่งเป็นโคศักดิ์สิทธิ์สำหรับมวลมนุษย์นั่นเอง ตามเทวาลัยหลายๆ แห่งของลัทธิไศวนิกาย (นับถือพระศิวะเป็นใหญ่สูงสุด) ก็จะปรากฏว่ามีการสร้างรูปเคารพของวัวนนทิไว้ให้ชาวบ้านชาวเมืองได้มาสักการะบูชา 

โคนนทิ

เมื่อเข้าสู่โคปุระชั้นในจะพบว่าส่วนของปราสาทประดิษฐานด้วยเทวลัยมีปราสาทสามหลังอยู่บนฐานเดียวกัน มีหอบรรณาลัยอยู่ทั้งซ้ายและขวา จุดเด่นของโคปุระนี้อยู่ที่หน้าบ้าน มีภาพสลักพระศิวนาฏราชภาพร่ายรำของพระศิวะนับว่ามีบทบาทสำคัญในคติความเชื่อของผู้นับถือศาสนาฮินดู ลัทธิไศวนิกาย พระศิวะในภาพหนึ่งเศียร สิบกรพระเกศาทรงชฎามกุฎ ร่ายรำอยู่เหนือพวงพฤกษา การร่ายรำของพระศิวะเป็นที่เลื่องลือและยกย่องของเหล่าเทพทั้งมวลถึงความสวยงามและน่ายำเกรงในที ความทราบไปถึงพระพรมุนี อยากจะขอชมพระศิวะร่ายรำอีกครั้งเพื่อเป็นบุญตาและจะได้จารึกท่าร่ายรำนี้เป็นบทนาฏยศาสตร์สืบไป พระพรถมุนีจึงขอร้องให้พระพิฆคเณศไปกราบบังคมทูลให้พระศิวะซึ่งเป็นพระราชบิดาทราบ พระศิวะจึงได้เรียกเหล่าเทพเทวดาทั้งปวงมาชมพระองค์ร่ายรำอีกครั้ง ท่าฟ้อนรำทั้ง 108 ท่า นับเป็นท่าพื้นฐานสำหรับวิชานาฎยศาตร์ อันมีอิทธิพลถึงท่ารำของทั้งชาวอินเดีย เขมร และไทยในกาลสืบมา นอกจากนี้ผู้ที่นับถือศาสนาฮินดูยังเชื่อว่าจังหวะการร่ายรำของพระศิวะอาจบันดาลให้เกิดผลดีและผลร้ายแก่โลกได้ ฉะนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องอ้อนวอนให้พระองค์ฟ้อนรำในจังหวะที่พอดี โลกจึงจะร่มเย็นเป็นสุขหากพระองค์โกรธริ้วด้วยการร่ายรำในจังหวะที่รุนแรงแล้วก็ย่อมจะนำมาซึ่งภัยพิบัติแก่โลกนานัปการ

  เมื่อเข้ามาตรงกลางนี้ก็จะพบหน้าบัน สลักเป็นรูปที่มีชื่อว่าพระศิวนาฏราช มีการแสดงการร่ายรำ  ว่ากันว่าท่ารำของพระศิวะนั้นมีอยู่ด้วยกันถึง 108 ท่า  จนเป็นต้นตำราทางนาฏยศาสตร์ การร่ายรำของพระศิวะนั้นไม่ธรรมดา เพราะต้องใช้เหล่าทวยเทพมาเล่นดนตรีให้จังหวะ โคนนทิคอยตีตะโพน พระนารายณ์ตีกลอง พระพรหมตีฉิ่ง พระอินทร์เป่าขลุ่ย พระสรัสวดีดีดพิณ แล้วให้พระลักษมี เป็นนักร้องนำ การร่ายรำของพระศิวะนี้มีผลต่อโลกด้วย ถ้าร่ายรำด้วยจังหวะเนิบๆ โลกก็จะอยู่เย็นเป็นสุข

พระศิวนาฏราช

ในส่วนของตัวปราสาทที่สร้างด้วยหินทรายสีชมพูทั้งหลังนั้นเข้ามาจะมีปราสาทเล็กๆจำนวน3 หลัง ที่ตั้งอยู่บนฐานราบเตี้ยๆ เดียวกัน ปราสาทประธานซึ่งมีความสูงที่สุดจะสูงแค่ประมาณ 10เมตร เท่านั้น

ปราสาทที่สร้างด้วยหินทรายสีชมพู

เมื่อเราเดินผ่านประตูทางออกจะพบกับหน้าบันที่แกะสลักรูปการสู้รบระหว่างพาลีกับสุครีพ ซึ่งสู้กันอยู่นานแต่ก็ไม่มีใครเพลี่ยงพล้ำ จนต้องจบลงด้วยการที่พระรามแผลงศรใส่พาลี คนที่เคยดูโขนตอนพาลีสอนน้องคงจะพอนึกออก โดยเฉพาะก่อนตายที่พาลีสอนสุครีพถึงหลัก 10 ข้อ ในการรับใช้เจ้านายว่า ให้หมั่นไปเฝ้าทั้งเช้าเย็น เจ้านายถามอะไรก็ให้ตอบไปตรงๆ อย่าพูดโกหกเอาแต่ได้ อย่าแต่งตัวโอ้อวดให้รู้จักสำรวม เก้าอี้ของเจ้านายห้ามไปนั่ง คนที่เป็นของรักของหวงของเจ้านายก็อย่าไปยุ่งเกี่ยวด้วย ให้มีความจงรักภักดีแต่อย่าทะนงตัวว่าเจ้านายรัก ความลับในหน่วยงานก็อย่าเอาไปเล่าให้คนอื่นฟัง ได้รับรางวัลจากการทำงานก็ให้รู้จักแบ่งปันลูกน้อง เวลาที่คนอื่นถูกเจ้านายลงโทษก็อย่าได้ไปยุแหย่ให้เจ้านายเกลียดชังเขามากขึ้น สุดท้ายก็คืออย่าคิดคอรัปชั่นยักย้ายทรัพย์สินของเจ้านายไปเป็นของตัว

บันแกะสลักรูปการสู้รบระหว่างพาลีกับสุครีพ

  • ลงทะเบียนเพื่อรับข่าวสาร

    ลงทะเบียนเพื่อรับข่าวสารของเราเพื่อรับข้อเสนอหรือโปรโมชั่น