บันทึกนักเดินทาง

มิงกาลาบา…เมียนมาร์ สุขสันต์วันแม่! (ตอนที่ 2)

26 พฤศจิกายน 2558

 วันที่สามของการเดินทาง: 12 สิงหาคม 2557

วันที่ 3 กลับลงจากพระธาตุอินทร์แขวน – เจดีย์ชเวมอร์ดอร์(มุเตา) – พระราชวังบุเรงนอง –เจดีย์ไจ๊ปุ่น – ปางช้างเผือก – ภัตตาคารการะเวกก์

อรุณสวัสดิ์กับบรรยากาศฝนตกปรอยๆ บนพระธาตุอินทร์แขวน เช้านี้หลังจากอาหารเช้าก็ได้ทำการเช็คเอ้าท์ออกจากที่พัก เพื่อเดินทางกลับไปเที่ยวที่หงสาวดี และจุดหมายสุดท้ายของวันนี้อยู่ที่เมืองย่างกุ้งค่ะ
เราออกเดินทางลงจากภูเขาไจ้ก์เที่ยวตั้งแต่เจ็ดโมงเช้า กว่าจะเดินทางถึงหงสาวดีก็ประมาณสิบโมง เริ่มโปรแกรมแรกที่

พระธาตุชเวมอร์ดอร์ หรือที่คนไทยรู้จักกันในนาม….พระธาตุมุเตา ซึ่งแปลว่า พระธาตุจมูกร้อน ทั้งนี้เพราะกล่าวกันว่าพระธาตุองค์นี้สูงมาก จนต้องแหงนหน้ามองต้องกับแสงแดด ทั้งนี้เนื่องจากพระธาตุเจดีย์ชเวมอร์ดอร์นั้นเป็นเจดีย์ที่มีความสูงที่สุดในพม่านั่นเอง

พระธาตุเจดีย์ชเวมอร์ดอร์ มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ คือ เป็นสถานที่ที่ใช้เป็นที่ทำพระราชพิธีเจาะพระกรรณของพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้เมื่อครั้งพระองค์ขึ้นครองราชย์ใหม่ ๆ ภายใต้วงล้อมของทหารมอญหลายหมื่นนายที่เป็นศัตรู แต่ก็ไม่อาจทำอะไรพระองค์ได้ เมื่อพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้สามารถยึดพะโคเป็นราชธานีแห่งใหม่ได้สำเร็จ ในรัชกาลต่อมา คือพระเจ้าบุเรงนองได้มีการสร้างฉัตรถวายเพิ่มเติมอีกหลายชั้น จนพระมหาธาตุสูงขึ้นอีกหลายเท่า และทรงถอดมณีที่ประดับยอดมงกุฎของพระองค์ถวายเป็นพุทธบูชาสูงสุด อีกทั้งกล่าวกันว่าก่อนที่พระองค์จะออกทำศึกคราใด จะทรงมานมัสการพระมหาธาตุนี้ก่อนทุกครั้ง ซึ่งในปัจจุบันจุดที่เชื่อว่าพระองค์ทำการสักการะก็ยังปรากฏอยู่ และสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเมื่อครั้งยกทัพมาตีพะโคก็ได้เสด็จมานมัสการด้วย

 

 

จากนั้นเดินทางไปยัง พระราชวังบุเรงนอง (กัมโพชธานี) ซึ่งเป็นพระราชวังแห่งเมืองหงสาวดีของพระเจ้าบุเรงนอง เป็นพระราชวังที่ยิ่งใหญ่สมพระเกียรติ ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของพระธาตุเจดีย์ชเวมอร์ดอร์ (พระธาตุมุเตา) สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2109 ซึ่งเป็นปีที่ 15 ของการครองราชย์ของพระองค์ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่พระองค์เรืองอำนาจสูงสุด พระราชวังกัมโพชธานีสร้างขึ้นโดยใช้แรงงานจากประเทศราชต่าง ๆ และพระองค์โปรดให้ใช้ชื่อประตูต่าง ๆ ทั้งหมด 20 ประตู ตามชื่อของแรงงานประเทศราชที่สร้าง เช่น ประตูทางตอนเหนือปรากฏชื่อ ประตูโยเดีย (อยุธยา) ประตูตอนใต้ชื่อ ประตูเชียงใหม่ อีกทั้งยังมีพระตำหนักของพระสุพรรณกัลยา องค์ประกันที่ตกเป็นเชลยและกลายเป็นมเหสีองค์หนึ่งของพระองค์ด้วย

พระราชวังกัมโพชธานีถูกเผาจนเหลือแต่เพียงซาก หลังจากการสวรรคตของพระเจ้าบุเรงนอง ด้วยกบฏยะไข่ พร้อม ๆ กับอาณาจักรตองอูที่เคยเรืองอำนาจเสื่อมลง

จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2533 รัฐบาลพม่าได้ขุดค้นพบซากของพระราชวังที่เหลือเพียงแค่ตอไม้ที่โผล่พ้นดินออกมาเท่านั้น และได้มีการเร่งสร้างพระราชวังจำลององค์ใหม่ขึ้นมา ฉาบด้วยสีทองทั้งหลัง ทั้งที่พื้นดินบริเวณโดยรอบได้ขุดพบโบราณวัตถุต่าง ๆ มากมาย ซึ่งเชื่อว่ายังมีอยู่อีกจำนวนมากที่ยังไม่ถูกขุดขึ้นมา แต่ได้ถูกทางการสร้างพระราชวังทับลงไปแล้ว แต่ซากไม้ที่ใช้สร้างพระราชวังแต่ครั้งอดีตที่ยังหลงเหลืออยู่ได้ถูกจัดแสดง ซึ่งไม้แต่ละท่อนมีตัวอักษรจารึกอยู่ว่าเป็นผลงานของเมืองใด ภายในพระราชวัง มีพระราชบัลลังก์ที่มีชื่อว่า “บัลลังก์ภุมรินทร์” หรือ “บัลลังก์ผึ้ง” ซึ่งสร้างขึ้นมาจากคติเรื่องจักรวาลตามความเชื่อของศาสนาฮินดู

 

 

ได้เวลาอาหารกลางวันแล้ว พวกเราจึงไปรับประทานอาหารกลางวันกันที่ร้านเจ้าสัวร้านเดิม แต่เปลี่ยนเมนูอาหารไม่ให้ซ้ำ นอกจากกุ้งแม่น้ำย่าง 1 ตัว ที่เสริ์ฟให้ทุกท่านเหมือนเดิม

สถานที่ต่อไปก่อนจะเดินทางกลับไปเมืองย่างกุ้ง คือ พระเจดีย์ไจ๊ปุ่น เป็นเจดีย์พระพุทธรูปประทับนั่งสี่ทิศ มีอายุมากกว่า 500 ปี สร้างเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยขนาดใหญ่ 4 องค์หันพระพักตร์ไปทุกทิศ แทนความหมายถึงพระพุทธเจ้าทั้งสี่พระองค์ในภัทรกัป โดยมีตำนานเล่าขานต่อๆกันว่า พระราชธิดาทั้งสี่องค์ของกษัตริย์มอญสร้างไว้ โดยอธิษฐานว่า จะไม่ข้องแวะกับบุรุษเพศ จะไม่ยอมอภิเษก เชื่อกันว่าหากคนใดคนหนึ่งแต่งงาน พระพุทธรูปก็จะพังลงมา แต่ตอนหลังพระธิดาองค์เล็กกลับพบรักกับชายหนุ่มและได้อภิเษก เป็นการผิดสัจจะ จึงเกิดอาเพศฟ้าผ่าพระพุทธรูปที่แทนพระธิดาองค์เล็กพังทลายลงมา จนต้องมีการสร้างขึ้นมาใหม่ โดยพระพุทธรูปองค์นี้จะมีลักษณะแตกต่างจากองค์อื่น ๆ คือ พระพักตร์จะเศร้ากว่าองค์อื่น พระเจดีย์นี้มีพระพุทธรูปประทับนั่ง ปางมารวิชัย โดยรอบทั้ง 4 ทิศ อันได้แก่ ทางทิศเหนือ คือ สมเด็จพระสมณโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้า ทางทิศใต้คือ พระพุทธเจ้าโกนาคมโน ทางทิศตะวันออกคือพระพุทธเจ้ากกุสันโธ และทางทิศตะวันตกคือพระพุทธเจ้ามหากัสสปะ

 

 

จากนั้นก็เดินทางกลับเมืองย่างกุ้ง พวกเราเดินทางมาถึงก็เป็นเวลาเย็นแล้ว ก่อนที่จะไปรับประทานอาหารเย็นกัน ก็แวะชม “ช้างเผือก” คือช้างที่มีลักษณะต่างจากช้างธรรมดาทั่วไป ด้วยมีสีผิว นัยน์ตา และเล็บขาว จัดได้ว่ามีลักษณะที่หาได้ยาก จึงเป็นที่เชื่อกันว่าช้างเผือกเป็นสัตว์ที่เป็นมงคลให้แก่ผู้ที่เป็นเจ้าของและเป็นเครื่องมงคลชนิดหนึ่งในสัปตรัตนะแห่งพระเจ้าจักรพรรดิ “ช้างเผือก” มีคชลักษณะ 7 ประการ คือ ตาขาว เพดานขาว เล็บขาว ขนขาว พื้นหนังขาวหรือสีคล้ายหม้อใหม่ขนหางขาว อัณฑโกศขาวหรือคล้ายสีหม้อใหม่

 

 

เย็นนี้จะได้ไปรับประทานอาหารที่ภัตตาคารการะเวกก์ ภัตตาคารนี้สร้างเป็นรูปเรือขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ใจกลางทะเลสาบในตัวเมืองย่างกุ้ง ภายในมีการแสดงนาฎศิลป์พม่า จากจุดนี้สามารถมองเห็นมหาเจดีย์ชเวดากองสะท้อนผิวน้ำด้วย ส่วนอาหารที่นี่จัดเป็นแบบบุฟเฟต์นานาชาติ รวมทั้งอาหารพื้นเมืองของพม่าอีกด้วยค่ะ

 

 

วันที่สี่ของการเดินทาง: 13 สิงหาคม 2557

วันที่ 4 ย่างกุ้ง – สิเรียม – เจดีย์เยเลพญา – ย่างกุ้ง – วัดกาบาเอ – พระหินอ่อน – กรุงเทพฯ

วันนี้วันสุดท้ายแล้ว เช้านี้จะพาทุกท่านเดินทางไปเมืองสิเรียม ซึ่งห่างจากเมืองย่างกุ้ง 45 กิโลเมตร เมืองสิเรียมเป็นเมืองเล็กๆตั้งอยู่ตรงจุดบรรจบของแม่น้ำหงสาและแม่น้ำย่างกุ้งซึ่งในอดีตเมืองนี้เป็นเมืองท่าสำคัญในการเดินเรือของชาวโปรตุเกส

ที่นี่คือ เจดีย์เยเลพญา หรือ เจดีย์กลางน้ำ ซึ่งเป็นเจดีย์ที่สำคัญของเมืองสิเรียม ตามตำนานเล่าว่า เจดีย์แห่งนี้สร้างในสมัยมอญเรืองอำนาจ เมื่อราวพันกว่าปีก่อน โดยมีคหบดีชาวมอญเป็นผู้สร้างและยังได้ตั้งจิตอธิษฐานว่า ถ้าน้ำท่วมก็ขออย่าให้ท่วมองค์พระเจดีย์ ถ้ามีผู้คนมากราบไหว้จำนวนมากเท่าไหร่ก็ขอให้ไม่มีวันเต็มล้นพื้นที่ เพราะเจดีย์แห่งนี้สร้างบนเกาะมีสภาพเป็นเพียงเกาะเล็กๆกลางแม่น้ำกว้างใหญ่เท่านั้น และเจดีย์แห่งนี้ขึ้นชื่อในเรื่อง ไหว้พระขอพรทำธุรกิจทางการค้า

 

 

มื้อกลางวันนี้ เราจะพาทุกท่านไปลิ้มรสอาหารที่เป็นจุดเด่นของโปรแกรมนี้ คือ เป็ดปักกิ่ง และ สลัดกุ้งมังกร กันที่ ร้านอาหาร Western Park acheter cialis en ligneRestaurant

 

 

ต่อไปเป็น…พระเจดีย์กาบาเอ ตั้งอยู่เมืองย่างกุ้ง ประเทศพม่า เป็นเจดีย์ทรงกลมค่ะ ซึ่งมีทางเข้าทั้งหมดห้าด้านด้วยกัน นายอูนุนายกคนแรกของพม่า ได้สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นสถานที่ชำระพระไตรปิฎกนั่นเอง
ตำนานการสร้างพระเจดีย์กาบาเอ มีเรื่องเล่าสืบต่อมาว่า…ในครั้งโบราณกาลมีพระภิกษุอยู่รูปหนึ่งนั่งสมาธิ อยู่ริมฝั่งแม่น้ำอิระวดี ต่อมามีชีปะขาวผู้หนึ่งนำลำไม้ไผ่ที่มีข้อความ จารึกอยู่เต็มไปหมดมามอบให้แก่พระภิกษุฝากไปมอบต่อท่านอุนูและบอกให้ท่านอุนูทำนุบำรุงศาสนาพุทธให้เจริญและมั่นคงยิ่งๆขึ้นไป ท่านอุนูเป็นบุคคลที่เคร่งครัดในศาสนาพุทธพอๆกับที่ท่านรอบรู้ในเรื่องการเมือง ท่านรับไม้ไผ่ลำนั้นไว้และปฏิบัติตามคำบอกของชีปะขาวผู้นั้น โดยการสร้างพระ เจดีย์กาบาเอขึ้นทางตอนเหนือของนครย่างกุ้งห่างกันประมาณ 15 กิโลเมตร เพื่อเตรียมการทำสังคายนาพระไตรปิฏกในปี ค.ศ. 1954 – 1956 และอุทิศพระเจดีย์องค์นี้เพื่อให้เกิดการสร้างสันติภาพขึ้นในโลกและในประเทศพม่านั่นเอง

 

 

 

และที่เที่ยวส่งท้ายโปรแกรมนี้ คือ วัดพระหินอ่อน หรือ วัดเจ้าดอจี ประดิษฐาน “พระหินอ่อน” ใหญ่สุดในพม่า ที่ชาวพม่าเรียก “หยก” เป็นพระที่สลักด้วยหินอ่อนก้อนเดียวทั้งองค์และมีขนาดใหญ่ที่สุดในพม่า มีหนัก 60 ตัน สูง 37 ฟุต สร้างและแกะสลักโดยช่างที่ดีสุดในมัณฑะเลย์ อยู่ในห้องกระจกแก้วเพื่อเป็นการควบคุมอุณหภูมิ ไว้เพื่อป้องกันการเสียหายของหินอ่อนจากการเปลี่ยนแปลงของอากาศ

 

 

จากนี้ได้เวลาที่เหมาะสมแล้ว เราก็มุ่งหน้าไปที่สนามบินมิงกาลาดง เพื่อเดินทางกลับกรุงเทพฯ ประเทศไทยของเรา โดยสายการบินเมียร์มาร์แอร์เวย์ เที่ยวบิน 8M331 ค่ะ เป็นอย่างไรบ้างคะกับการเดินทางท่องเที่ยวโปรแกรมย่างกุ้ง – หงสาวดี – พระธาตุอินทร์แขวน – สิเรียม 4 วัน 3 คืน ถึงแม้ว่าการเดินทางชุ่มฉ่ำไปด้วยน้ำฝน แต่เชื่อได้ว่าการเดินทางครั้งนี้ก็เต็มไปด้วยความอบอุ่นของครอบครัวที่ควงแขนกันมาเที่ยว เต็มไปด้วยความสุขที่ได้เดินทาง เต็มไปด้วยความศรัทธาของพุทธศาสนิกชน และสุดท้ายเต็มไปด้วยบุญ ทริปนี้ครบเครื่องอิ่มทั้งกาย อิ่มทั้งใจ และได้บุญกลับบ้านด้วย สำหรับฉบับนี้ขอส่งท้ายสักนิดว่า “ไม่มีสุขใดเท่า..การได้อยู่กับครอบครัว” แล้วเจอกันใหม่ฉบับหน้านะคะ !!

 


  • ลงทะเบียนเพื่อรับข่าวสาร

    ลงทะเบียนเพื่อรับข่าวสารของเราเพื่อรับข้อเสนอหรือโปรโมชั่น