บันทึกนักเดินทาง

มิงกาลาบา…เมียนมาร์ สุขสันต์วันแม่! (ตอนที่ 1)

17 ตุลาคม 2558

 

ย่างกุ้ง – หงสาวดี – พระธาตุอินทร์แขวน – สิเรียม 4 วัน 3 คืน

มิงกาลาบา…ท่านผู้อ่าน!

มิงกาลาบา…4 พยางค์ที่ชาวพม่าใช้ทักทายกันยามพบเจอ .. และเป็นคำที่เราพูดกันจนชินหูตลอดการเดินทางท่องเที่ยวตามโปรแกรม ย่างกุ้ง – หงสาวดี – พระธาตุอินทร์แขวน – สิเรียม 4 วัน 3 คืน ในครั้งนี้ด้วยค่ะ … ^O^

10 – 13 ส.ค. 2557 เป็นช่วงวันหยุดยาว เนื่องในโอกาสวันแม่แห่งชาติ ดิฉันได้มีโอกาสเป็นหัวหน้าทัวร์เพื่อเดินทางไปยังดินแดนที่มากไปด้วยความศรัทธาของประชาชนที่มีต่อพระพุทธศาสนา นั่นคือ ประเทศพม่า เพื่อนบ้านทางฝั่งตะวันตกของเรานี่เองค่ะ ท่านผู้อ่านคงจะเคยเห็นความอลังการของศาสนสถานที่สำคัญของพม่า ตามปกนิตยสาร รายการโทรทัศน์ต่างๆ รวมไปถึงคำร่ำลือถึงความสวยงาม และความศักดิ์สิทธิ์ของผู้คนที่เคยไปสัมผัส ณ ดินแดนแห่งนั้น และดิฉันจะเป็นอีกคนหนึ่งที่จะขอบอกต่อเรื่องราวเกี่ยวกับดินแดนแห่งนั้นให้ท่านผู้อ่านได้รับรู้ค่ะ

 

 

ก่อนอื่นเลยนะคะ ขอแนะนำเรื่องระเบียบการเข้าศาสนสถานของพม่าซักนิดนะคะ คือ การแต่งกายด้วยความสุภาพ และที่สำคัญเลยก็คือ การถอดรองเท้าก่อนเข้าศาสนสถานทุกที่ถือเป็นสิ่งที่ชาวพม่าเคร่งครัดมาก และไม่ยอมให้ใครชาติไหนมาใส่รองเท้าเพื่อไปนมัสการสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นอันขาด เพราะฉะนั้นเราก็ควรเคารพในกฎเกณฑ์ต่างๆเหล่านี้ เพื่อให้การท่องเที่ยวตลอดทริปนี้เป็นไปด้วยความราบรื่น และได้บุญกุศลอย่างเต็มที่ พร้อมแล้ว ออกเดินทางกันเลยค่ะ !!

 

วันแรกของการเดินทาง: 10 สิงหาคม 2557

วันที่ 1 กรุงเทพฯ – ย่างกุ้ง – เจดีย์โบดาทาวน์ – พระพุทธไสยาสน์เจ้าทัตจี – มหาเจดีย์ชเวดากอง

10.40 น. ดิฉันออกเดินทางจากกรุงเทพฯ พร้อมทั้งลูกทัวร์อีก 15 คน เพื่อไปยังเมืองย่างกุ้ง โดยสายการบิน Myanmar International Airways (8M) เที่ยวบินที่ 8M336 สายการบินนี้เป็นสายการบินประจำชาติพม่า บนเครื่องมีอาหารว่างบริการทุกท่าน

 

 

11.30 น. เครื่องบินแตะพื้นดินที่เมืองย่างกุ้งเรียบร้อยแล้ว ไกด์ท้องถิ่นที่จะนำเราเที่ยวตลอด 4 วัน 3 คืนนี้ รอรับอยู่ด้านหน้าสนามบิน ก่อนอื่นขออนุญาตแนะนำไกด์ท้องถิ่นของเรานะคะ พี่ไกด์คนนี้ชื่อว่า ZAY ZAY AUNG (ซี ซี ออง) เป็นไกด์นำเที่ยวมากว่า 10 ปี เป็นคนแถบลุ่มน้ำอิระวดี ตอนนี้อาศัยอยู่ย่างกุ้ง พี่ซี ซี ออง เป็นคนสนุกสนาน มีความรู้รอบตัวมากมาย และความชำนาญในการนำเที่ยวเป็นอย่างดีค่ะ หลังจากที่เราแนะนำตัวกันแล้ว เวลาประมาณบ่ายโมงเราก็เดินทางมาถึงร้านอาหาร JIN BAO เป็นร้านอาหารจีน ให้ทุกท่านได้ทานอาหารกลางวันกันก่อนที่เราจะเริ่มโปรแกรมแรกของวันนี้กันค่ะ

หลังจากที่เติมพลังกันเรียบร้อยแล้วก็มาเริ่มกันที่ “เจดีย์โบดาทาวน์ ” หรือ “โปตาทอง” ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้า มีเรื่องราวความเป็นมาอยู่ว่า เมื่อราว 2000 ปีมาแล้วนั้น พระเจ้าโอกะลาปะ กษัตริย์มอญทรงบัญชาให้แม่ทัพสั่งนายทหารนับ 1,000 นาย ตั้งแถวถวายสักการะแด่พระเกศาธาตุ ที่นายวาณิชสองพี่น้องอัญเชิญมาทางเรือและมาขึ้นฝั่ง ณ บริเวณนี้ แล้วได้สร้างเจดีย์โบตะทาวน์ไว้เป็นที่ระลึก พร้อมทั้งแบ่งพระพุทธเกศา 1 เส้น มาบรรจุไว้ จนกระทั่งเกิดสงครามโลกครั้งที่2 เครื่องบินฝ่ายสัมพันธมิตรได้ทิ้งระเบิดถล่มย่างกุ้ง ทำให้เจดีย์โบดาทาวน์องค์เดิมถูกทำลายพินาศ แต่ในระหว่างการบูรณะได้ค้นพบผอบทรงสถูปบรรจุพระเกศธาตุและพระบรมสารีริกธาตุ เมื่อเจดีย์โบดาทาวน์องค์ใหม่ สร้างเสร็จในปี พ.ศ. 2496 จึงนำพระเกศธาตุมาบรรจุในมณฑปครอบแก้วใส ประดิษฐาน ณ ใจกลางเจดีย์ และทำช่องทางให้พุทธศาสนิกชนเดินเข้าไปดูและสักการบูชาได้อย่างใกล้ชิด

 

 

 

นอกจากนี้ยังมีสิ่งที่น่าชมในอาณาบริเวณเจดีย์โบดาทาวน์ คือ พระพุทธรูปทองคำ ประดิษฐานในวิหารด้านขวา ซึ่งเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ที่มีพุทธลักษณะงดงามยิ่งนัก ตามประวัติว่าเคยประดิษฐานอยู่ในพระราชวังมัณฑะเลย์ ครั้นเมื่อพม่าตกเป็นอาณานิคมอังกฤษ จากนั้นถูกเคลื่อนย้ายไปยังพิพิธภัณฑ์กัลกัตตาในอินเดียทำให้รอดพ้นจากระเบิดของฝ่ายสัมพันธมิตรที่ถล่มวังมัณฑะเลย์ ต่อมา พระพุทธรูปองค์นี้เคยถูกจัดไปแสดงที่พิพิธภัณฑ์วิกตอเรียและแอลเบิร์ต อยู่ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษอีกด้วย

 

 

 

จากนั้นพาทุกท่านไปยังวิหารด้านซ้ายของเจดีย์โบดาทาวน์ เพื่อไปสักการะเทพทันใจ ที่เชื่อว่า ถ้าได้ขอสิ่งใดที่เป็นไปได้กับองค์ท่าน 1 ข้อ สิ่งนั้นจะสำเร็จได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งมีวิธีการกราบไหว้โดยนำเครื่องบูชา ซึ่งประกอบไปด้วย กล้วย มะพร้าว ผ้าสำหรับใช้คล้องที่องค์ ฯลฯ มาถวายให้ท่าน จากนั้นแล้วนำเงินม้วนเป็นกรวยแล้วพับปลายกรวยให้สนิทไม่มีรู ไว้ 2 ใบซ้อนกัน จากนั้นใส่ที่มือขององค์ท่าน พนมมือแล้วก้มศรีษะเพื่อให้หน้าผากของเราติดกับปลายนิ้วชี้ขององค์ท่าน แล้วจึงอธิษฐานขอพร 1 ข้อที่เป็นไปได้ เสร็จแล้วก็นำเงินออกจากมือท่านเก็บไว้เป็นสิริมงคล 1 ใบ และอีก 1 ใบถวายให้แด่เทพทันใจ จากนั้นเดินอ้อมด้านหลังเพื่อนำผ้าที่ได้มาคล้องไว้ที่องค์ท่าน และสุดท้ายไปจับที่แม่เท้าแล้วทวนคำอธิษฐานอีกครั้งหนึ่ง ก็เป็นอันเสร็จสิ้นการกราบขอพรค่ะ อยากบอกว่า ณ จุดๆนี้ มีทั้งคนพม่า และคนไทยมาเพื่อขอพรเยอะจริงๆค่ะ ไกด์เล่าว่า เมื่อคนที่เคยมาขอแล้วสมปรารถนา ก็จะกลับมาขอพรกับเทพทันใจอีกเป็นเช่นนี้เรื่อยไปค่ะ

 

 

การขอพรที่วัดนี้ยังไม่จบค่ะ ตรงข้ามทางเข้าวัดเจดีย์โบดาทาวน์มี อาคารหลังคาสีเขียวตั้งอยู่ ภายในคนเยอะไม่แพ้ตรงเทพทันใจเลย นั่นก็คือ ท่านเทพกระซิบ ค่ะ เชื่อกันว่า เทพองค์นี้ก็คือ นัต ที่เป็นลูกของพญานาคที่ถือตนเป็นมังสิวิรัตตลอดชีพ จนเมื่อสิ้นชีวิตลง ก็กลายเป็นนัตที่ผู้คนนับถือและต่างแห่กันมาขอพร การพรกับเทพกระซิบจะมีเครื่องถวายที่ประกอบไปด้วย นมกล่อง ข้าวตอก ดอกไม้ ที่จัดใส่ตระกร้าใบเล็กๆไว้ให้ผู้ที่ศรัทธาได้มาเช่าไปขอพร การขอพรเริ่มจากไปที่ข้างๆรูปปั้นขององค์ท่าน แล้วถวายนมโดยเจาะกล่องนม แล้วป้อนนมโดยนำหลอดไปจ่อให้ตรงปากขององค์ท่าน จากนั้น ยกข้าวตอกดอกไม้ทั้งตระกร้าถวายวางด้านหน้า แล้วใช้มือป้องหูที่รูปปั้นองค์ท่าน จากนั้นกระซิบพรที่เราปรารถนาให้สำเร็จผล เป็นอันเสร็จพิธี

 

 

จากวัดนี้ใช้เวลาไม่นานเราก็เดินทางไปถึงวัด “ วัดพระพุทธไสยาสน์เจ้าทัตจี ” หรือพระตาหวาน ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางไสยาสน์ ที่มีพระเนตรงดงามยิ่งนัก นัยน์ตาทำจากแก้ว ขนตางอน สีขอบตาบนฟ้างามตา ทำให้นัยน์ตาดูมีชีวิตชีวาราวกับว่าองค์มองเราอยู่ตลอด ที่ฝ่าพระบาทของพระพุทธไสยาสน์องค์นี้ได้เขียนมงคล 108 ไว้อย่างงดงาม ท่านสามารถถ่ายภาพได้ทั้งองค์โดยที่ปลายพระบาทของพระพุทธไสยาสน์มีบันได ไว้ให้ทุกท่านได้เก็บภาพสวยๆทั้งองค์ค่ะ

 

 

ต่อไปจะพาทุกท่านไปสักการะมหาสถานศักดิ์สิทธิ์ 1 ใน 5 ที่ชาวพม่านับถือสูงสุด คือ “มหาเจดีย์ชเวดากอง” ซึ่งหนังสือ Guinness Book of Records ได้จัดให้พระเจดีย์ชเวดากองเป็นเจดีย์ที่สูงที่สุดและเก่าแก่ที่สุดในโลก

เมื่อพูดถึงสถานที่แห่งนี้ ทุกคนจะนึกถึงทองคำ และอัญมณีต่างๆ ที่ประดับประดาบนองค์เจดีย์ได้อย่างงดงามลงตัวและมีมูลค่ามหาศาลยิ่งนัก ในอดีตนั้นการขึ้นไปนมัสการองค์เจดีย์ชเวดากองต้องเดินขึ้น แต่ปัจจุบันมีลิฟต์ และบันไดเลื่อนไว้อำนวยความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยว จุดใหญ่ๆที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ให้ความสำคัญ อาทิเช่น ลานอธิษฐาน พิพิธภัณฑ์ การสรงน้ำประจำวันเกิด การเดินเวียนสวดมนต์รอบเจดีย์ เป็นต้น

 

 

ลานอธิษฐาน มีลักษณะเป็นลานที่กว้างๆ ใช้เป็นจุดหลักสำหรับการขอพรของผู้มาเยือน อีกทั้งเป็นที่สำหรับจุดธูปเทียนบูชา และถวายดอกไม้หลักๆ ของบริเวณองค์เจดีย์ด้วย ในช่วงฤดูฝนทางวัดจะนำเต้นท์มาตั้งไว้เพื่ออำนวยความสะดวกในการขอพร แต่หากในช่วงฤดูหนาวก็จะเอาเต้นท์ออกเพื่อมิให้บดบังทัศนียภาพขององค์เจดีย์ค่ะ

ด้านหลังลานอธิษฐานมีอาคารอีกหลังหนึ่งที่สำคัญและเชื่อว่าหลายคนที่ไปสถานที่นี้ต้องเข้าไปชมเลยก็คือ พิพิธภัณฑ์ ชเวดากองที่จัดแสดงภาพถ่ายตั้งแต่อดีต จนถึงปัจจุบัน และความเป็นมาต่างๆ ไฮไลท์ของจุดๆนี้เลยก็คือ ภาพถ่ายแสดงเพชร พลอย อัญมณีล้ำค่าต่างๆที่อยู่บนยอดฉัตรของเจดีย์ชเวดากองซึ่งมีมูลค่ามหาศาลเลยทีเดียว เห็นแล้วรู้สึกขนลุกที่มีผู้คนมากมายศรัทธาองค์เจดีย์มากมายถึงเพียงนี้ เพราะ แก้วแหวนเงินทองต่างๆที่อยู่บนนั้นล้วนมาจากการบริจาคของผู้มีจิตศรัทธาทั้งสิ้นค่ะ มาแล้วต้องไปชมให้ได้นะคะ

 

 

หลังจากที่ทุกคนขอพรกันเรียบร้อยแล้ว ก็ต่างแยกย้ายเดินเวียนประทักษิณเพื่อสรงน้ำพระประจำวันเกิดของตน โดยเชื่อกันว่าการสรงน้ำพระพุทธรูปและสัตว์เหล่านี้ จะสร้างความบริสุทธิ์และความสุขความเจริญแก่ผู้สรงน้ำ ซึ่งสามารถดูได้จากป้ายที่เขียนเป็นภาษาอังกฤษ หรือสังเกตได้จากสัตว์สัญลักษณ์ประจำวันเกิด ดังนี้

  • วันอาทิตย์ – ครุฑ อยู่ที่ทิศตะวันออกเฉียง เหนือของลานเจดีย์
  • วันจันทร์ – เสือ อยู่ทิศตะวันออก
  • วันอังคาร – สิงห์ อยู่ทิศตะวันออกเฉียงใต้
  • วันพุธ (กลางวัน ) – ช้างงา อยู่ทิศใต้
  • วันพุธ(กลางคืน) – ช้างไม่มีงา อยู่ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ
  • วันพฤหัสบดี – หนู อยู่ทิศตะวันตก
  • วันศุกร์ – หนูตะเภา (บางคนเชื่อว่าเป็น กระต่ายหูสั้น) อยู่ทิศเหนือ
  • วันเสาร์ – พญานาค อยู่ทิศตะวันตกเฉียงใต้

 

 

ในยามเย็นเช่นนี้คนเริ่มทยอยกันมาเพื่อชมความสวยงามของเจดีย์ยามค่ำคืน อีกทั้งเหมาะที่จะมานั่งสมาธิ สวดมนต์เป็นอย่างมาก ยิ่งในวันที่เป็นวันธรรมสวนะ(วันพระ) คนจะเยอะเป็นพิเศษ มีเสียงสวดมนต์ดังกระหึ่มเลยทีเดียว ผ่านไป 1 ชั่วโมงกว่าๆ ก็ได้เวลาที่เราต้องไปรับประทานอาหารเย็นกันแล้ว แต่ก่อนที่เราจะลงจากที่นี่ พี่ไกด์ก็ได้พาไปชมประกายเพชรเม็ดโตที่อยู่บนยอดฉัตรที่มีน้ำหนักถึง 76.6 กะรัต ที่โดนแสงสปอตไลท์สะท้อนลงมาด้านล่าง เราจะได้เห็นสีต่างๆที่สะท้อนออกมาจากเพชรเม็ดนั้น อาทิเช่น สีส้ม สีเขียว สีฟ้า สีขาว สีแดง สีจะเปลี่ยนไปเมื่อเรายืนมองที่จุดต่างกัน ซึ่งเป็นความสวยงามอย่างหนึ่งที่ไม่ควรพลาดชม

 

 

หลังจากนั้นก็ได้พาทุกท่านเข้าเช็คอินที่โรงแรม Millennium Hotel เป็นโรงแรมระดับ 3 ดาว ที่ตั้งอยู่ใกล้กับวัดเจดีย์โบดาทาวน์ ห้องกว้างขวาง ดูสะอาด และทันสมัย สำหรับคืนนี้ต้องจัดกระเป๋าใบเล็กสำหรับใส่ของใช้ส่วนตัวเพื่อเดินทางขึ้นพระธาตุอินทร์แขวนอีกด้วย ราตรีสวัสดิ์ค่ะ

 

 

 

วันที่สองของการเดินทาง: 11 สิงหาคม 2557

วันที่ 2 ย่างกุ้ง – หงสาวดี – วัดไจ้คะวาย – พระนอนชเวตาเลียว – พระธาตุอินทร์แขวน

อรุณสวัสดิ์ยามเช้า เช้านี้นัดเจอกันที่ห้องอาหารของโรงแรมเพื่อเติมพลังกายกัน บนห้องอาหารทุกท่านก็สามารถมองเห็นเจดีย์โบดาทาวน์ แม่น้ำย่างกุ้ง ท่าเรือ และทัศนียภาพของย่างกุ้งอีกมุมหนึ่งในยามเช้าอีกด้วย

 

 

หลังจากที่ทุกคนเตรียมตัวเรียบร้อยแล้วก็ออกเดินทาง สำหรับโปรแกรมวันนี้ จุดหมายของเราก็คือ พระธาตุอินทร์แขวนบนภูเขาไจ้ก์เที่ยว และระหว่างทางก็เที่ยวตามสถานที่ต่างๆที่เมืองหงสาวดีด้วย การเดินทางจากย่างกุ้งไปหงสาวดีนั้นใช้เวลาเดินทางประมาณ 1.30 ชม. ระหว่างทางก็จะได้เจอกับวิถีชีวิตชาวพม่าจากเมืองสู่เมือง เมื่อเดินทางถึงเมืองหงสาวดีหรือที่รู้จักกันในชื่อภาษาอังกฤษว่า BAGO หรือพะโค ในภาษาพม่า เราจะสังเกตเห็นหงส์คู่หนึ่ง ขี่กันอยู่ตรงเกาะกลางถนนเป็นรูปปั้นหงส์ตัวเมียขี่หลังตัวผู้ เมื่อเห็นดังนั้นแล้วบอกได้ทันทีว่า ท่านได้เดินทางถึงเมืองหงสาวดีแล้วนั่นเอง

 

 

 

เมื่อเดินทางมาถึงหงสาวดีพี่ไกด์ก็พาไปวัดไจ้คะวาย เพื่อไปใส่บาตรซึ่งจะมีข้าวสวยที่ทางวัดเตรียมไว้ในหม้อใบใหญ่มากๆ จากนั้นพระพม่าจำนวนมากเดินเรียงแถวออกมาจากด้านหลัง เพื่อรับบิณฑบาต วัดนี้ไม่ใช่วัดที่มีชื่อในเรื่องของเจดีย์หรือพระพุทธรูปองค์โตสูงใหญ่ แต่มีชื่อเสียงเพราะเป็นโรงเรียนที่สอนพระพุทธศาสนาเปรียญธรรมชั้นตรี โท และเอก อันโด่งดังของพม่า จึงมีคนส่งลูกหลานมาบวชเรียนธรรมะที่นี่กันเป็นจำนวนมากนับพันรูป โดยพระที่มาศึกษาจะต้องอยู่ประจำที่นี่ไม่ต่างกับเป็นโรงเรียนกิน-นอนในสมัยก่อน จึงเป็นวัดที่ได้พบพระสงฆ์จำนวนมาก และมีคนนิยมทำบุญใส่บาตรพระหมู่เลี้ยงอาหารเพลกันเป็นประจำ

 

 

จากที่นี่ไม่ไกลกันมาก ก็คือ วัดพระนอนชเวตาเลียว เป็นพระพุทธไสยาสน์ที่มีความยาวถึง 181 ฟุต สูง 50 ฟุต ได้ชื่อว่าเป็นพระนอนที่มีความใหญ่ที่สุดในเมืองหงสาวดี ในแต่ละวันจะมีผู้คนแวะเวียนไปสักการะกันไม่ได้ขาดสาย สำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยที่ด้านหน้าของพระนอนนั้นถือเป็นจุดซื้อขายสินค้าพม่าชั้นดี โดยสินค้าที่เด่นๆก็เห็นจะเป็น งานไม้และงานฝีมือของพ่อค้าแม่ค้าชาวพม่าที่มีวางขายอยู่ทั่ว สามารถเลือกซื้อกลับไปเป็นของฝากได้เลยค่ะ

 

 

เที่ยงแล้วค่ะ ก่อนที่เราจะเดินทางขึ้นพระธาตุอินทร์แขวนกัน ไปเติมพลังสักนิดที่ ภัตตาคารเจ้าสัว เมนูที่ขึ้นชื่อสำหรับที่นี่เลยก็คือ กุ้งแม่น้ำย่างตัวโต ที่ทุกท่านจะได้ทานคนละ 1 ตัว และน้ำพริกกุ้งที่อร่อยอย่าบอกใครเชียว ค่ะ

 

 

ช่วงบ่ายนี้เราจะเดินทางขึ้นไปที่ภูเขาไจ้ก์เที่ยว เพื่อไปยังพระธาตุอินทร์แขวนซึ่งการเดินทางในปัจจุบันมีความสะดวกสบายกว่าแต่ก่อนมาก จากเมืองหงสาวดีเดินทางโดยรถบัสใช้เวลา 1.30 ชม. ไปยังคิมปูนแคมป์ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนรถเป็นรถบรรทุกหกล้อ ระหว่างทางท่านจะผ่านแม่น้ำสะโตง มีความสำคัญในประวัติศาสตร์ไทยเมื่อครั้งที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราช เสด็จหลบหนีกองทัพพม่าของพระมหาอุปราชมังสามเกียด พระองค์ได้หลบหนีข้ามพ้นมาและได้แสดงวีรกรรมยิงพระแสงปืนข้ามลำน้ำสะโตง คือ ยิงปืนคาบศิลาจากอีกฝั่งของแม่น้ำถูกแม่ทัพพม่า ชื่อ สุรกรรมา เสียชีวิตคาคอช้าง จากนั้นจะได้แวะดื่มชากาแฟกันก่อน

 

 

 

ต่อไปการเดินทางโดยรถบรรทุกหกล้อขึ้นภูเขาไจ้ก์เที่ยวอีกใช้เวลาเดินทางอีกประมาณ 45 นาที หลังจากนั้นเราจะเดินไปที่โรงแรมหากท่านใดมีสัมภาระมาก ไม่อยากถือไปเองก็สามารถจ้างลูกหาบได้ ราคาแล้วแต่สัมภาระของท่านค่ะ สำหรับโรงแรมที่เราจะพักคืนนี้ ชื่อว่า Kyaiktho Hotel หลังจากที่ทุกท่านเช็คอิน เก็บสัมภาระเรียบร้อยแล้ว จึงพาเดินขึ้นไปสักการะพระธาตุอินทร์แขวนกันก่อน เชื่อกันว่าเกิดมาครั้งหนึ่งต้องหาโอกาสมาสักการะพระธาตุอินทร์แขวนให้ได้สักครั้ง เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตตนเอง

 

พระธาตุอินทร์แขวน หรือ ไจ้ก์ทีโย มีตำนานเล่าขานกันในสมัยพุทธกาลว่า ฤๅษีติสสะเป็นผู้หนึ่งที่ได้รับพระเกศาจากพระพุทธเจ้าที่ได้ทรงมอบให้ไว้เป็นตัวแทนของพระพุทธองค์ให้ประชาชนสักการะ เมื่อครั้นได้มาแสดงธรรมเทศนา ณ ดินแดนสุวรรณภูมิ ผู้ที่ได้รับมอบพระเกศาต่างก็นำไปบรรจุในสถูปเจดีย์ ส่วนฤๅษีติสสะกลับนำไปซ่อนไว้ในมวยผม เมื่อเวลาล่วงเลยถึงคราวที่ฤๅษีติสสะจะต้องละสังขารเต็มที เขาตั้งใจไว้ว่าจะนำพระเกศาไปบรรจุไว้ในก้อนหินที่มีรูปร่างคล้ายกับศีรษะของเขา ท้าวสักกเทวราช (พระอินทร์) จึงช่วยเสาะหาก้อนหินดังกล่าวจากใต้ท้องมหาสมุทรและนำมาวางหรือแขวนไว้บนภูเขาหิน บางตำนานก็เล่าว่า มีฤๅษีองค์หนึ่งซ่อนพระเกศาที่ได้รับมาจากพระพุทธเจ้าเมื่อครั้นมาโปรดสัตว์ในถ้ำไว้ในมวยผมมาเป็นเวลานาน เมื่อใกล้ถึงวาระที่จะต้องละสังขารจึงตัดสินใจมอบพระเกศาให้กับพระเจ้าติสสะ กษัตริย์ผู้ครองนครแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นบุตรของลูกศิษย์ที่นำมาฝากให้ฤๅษีช่วยเลี้ยงดูตั้งแต่เล็ก แต่ก่อนอื่นพระเจ้าติสสะต้องหาก้อนหินที่มีลักษณะคล้ายศีรษะของฤๅษี โดยมีพระอินทร์เป็นผู้ช่วยค้นหาจากใต้สมุทรนำมาวางไว้ที่หน้าผา จึงเป็นที่มาของชื่อภาษาไทยว่า พระธาตุอินทร์แขวน นั่นเอง

เมื่อขึ้นไปถึงด้านบนมีฝนโปรยปรายเล็กน้อย และมีลมที่พัดแรงตลอดเวลา ที่สักการะโดยการจุดธูปเทียนจึงทำได้ยาก ผู้คนนิยมนำระฆังมาแขวนถวายรอบๆ พระธาตุอินทร์แขวนเราจึงได้ยินเสียงระฆังดังตลอดเวลาที่อยู่ด้านบน หลังจากที่สักการะเรียบร้อยแล้ว หากท่านใดต้องการที่จะนั่งสมาธิ สวดมนต์ ทางวัดก็มีห้องกระจกสำหรับต้อนรับนักท่องเที่ยวให้เข้าไปสวดมนต์ด้านในได้ค่ะ และหากต้องการขึ้นไปสักการะพระธาตุอินทร์แขวนให้ครบ 3 รอบ ตามความเชื่อที่ว่า ถ้าทำได้ 3 รอบ จะได้ขึ้นสวรรค์นั้น สามารถทำได้โดยหลังจากที่ขึ้นไปครั้งหนึ่งแล้ว หลังรับประทานอาหารเย็นก็ไปอีก 1 รอบ และพรุ่งนี้ตอนเช้าตรู่อีก 1 รอบค่ะ

 

 

 


 

 

  • ลงทะเบียนเพื่อรับข่าวสาร

    ลงทะเบียนเพื่อรับข่าวสารของเราเพื่อรับข้อเสนอหรือโปรโมชั่น