บันทึกนักเดินทาง

บันทึกการเดินทางทริป ฮานอย-ฮาลอง-นิงบิงห์ 4 วัน 3 คืน

11 ธันวาคม 2558

…สวัสดีปีใหม่ไทยนะครับในทริปสงกรานต์ปีนี้โอ๊ดจะพาไปเที่ยวประเทศเวียดนามกันนะครับ โดยเราจะไปเที่ยวกันถึง 3 เมืองหลักๆของประเทศเวียดนามเลยทีเดียวเริ่มที่1.เมืองหลวงอย่าง “ฮานอย” 2.เมืองฮาลองและ 3.เมืองนิงบิงห์…..

….เริ่มกันที่วันแรกของการเดินทางเช้าวันที่11 เมษายน 2558 เรานัดหมายกันมาเจอที่สนามบินสุวรรณภูมิเวลาประมาณ10.00น. นะครับที่ชั้น 4 ประตู 8 เคาน์เตอร์ Q นะครับ สังเกตป้ายสายการบิน กาต้าร์ แอร์เวย์ เช้านี้สนามบินดูคึกคักเลยทีเดียวเนื่องจากเป็นวันหยุดวันแรกในช่วงเทศกาลสงกรานต์เค้าเตอร์เปิด Check-in ประมาณ10.30 นะครับ

 

 

…หลังจากได้ Boarding Pass โหลดกระเป๋าเรียบร้อยแล้วเราก็มุ่งหน้าเข้า Gate กัน เลยครับ วันนี้ออกมาเป็น Gate D6 ครับ ถือว่าไม่ไกลมากจาก ต.ม…..

 


เดินดูของสองข้างทางไปสักพักก็มาถึง Gate D6 แว็บแรกตกใจหมดเลย ทำไมเครื่องยังไม่มาฮ่าๆ ใกล้เวลา Boarding Time แล้ว….

 


…มองไปมองมาค่อยใจชื้นหน่อย เหล่าบรรดาแอร์โฮสเตสยังนั่งจับกลุ่มคุยกันอยู่เลย555+

 


…ไม่นานเครื่องก็มาครับไม่ถึง15นาทีก็ Boarding ผู้โดยสารครับ แปลกตรงที่ ไม่ถึง30นาที ทุกคนขึ้นเครื่องกันหมดเรียบร้อย555+ สงสัยกลัวเครื่อง Delay เลยรีบทำเวลากันแต่สุดท้ายเครื่องก็ออกตรงเวลานะครับ คือ 13.15 น

 


…เครื่องของเราในวันนี้จะเป็น Boeing 777 300er สายการบิน Qatar airways เที่ยวบินที่ QR834 ที่นั่งถูกจัดเป็น 3-3-3 มีทีวีส่วนตัวทุกที่นั่ง หลังจากเครื่องขึ้นและตั้งลำเรียบร้อยจะมีอาหารมาเสิร์ฟ ซึ่งจะมีให้เลือก 2 อย่าง คือไส้ไก่ กับ ไส้ผักรสชาติก็อร่อยดีสไตล์แขกๆ ฮ่าๆ แล้วก็น้ำส้ม-น้ำเปล่าครับ…
…Welcome to Noi Bai International Airport เวลาประมาณ15.30 หลังจากผ่านต.ม. มาก็มารอรับกระเป๋ากันครับ หลังจากนั้นเราก็ออกมาเจอพี่ไกด์กันครับ พี่ไกด์ชื่อ Mr.TU ออกเสียงว่า “ตู๋” ในภาษาเวียดนามครับ จากนั้นพี่ไกด์ก็พาไปขึ้นรถคับ..


…ในวันนี้เราจะนั่งรถกันยาวๆเลยครับเพื่อที่จะตีรถออกไปยังเมืองฮาลอง โดยที่จะใช้เวลาประมาฯ3-4 ชั่วโมงกันเลยทีเดียว เนื่องจากรถที่เวียดนามนี่ในเขตชุมชนจะขับกันแค่ 40 กม. ต่อชั่วโมงครับ ถ้าออกไปนอกเมืองหน่อยก็เพิ่มมาเป็น 60 กม. ต่อชั่วโมงครับ ถ้าคิดในแง่ดีก็คือเราจะได้นั่งรถชมวิวทิวทัศน์สองข้างทางกันครับ^^

 

…คนเวียดนามไม่กลัวผีนะครับ!!! สังเกตได้จาก ตามนาข้าวที่ชาวบ้านทำนานั้นจะมีหลุมศพของบรรพบุรุษฝังอยู่ด้วย และสาเหตุที่ชาวเวียดนามไม่กลัวผีก็เพราะว่า ชาวเวียดนามมีความเชื่อเกี่ยวกับการนับถือบรรพบุรุษ ดังนั้นจึงนิยมฝังศพไว้ตามที่นาของตัวเองหรือของเพื่อนบ้านเพื่อให้บรรพบุรุษคุ้มครองครอบครัวของตัวเอง…

 

 

 

…ถึงฮาลองแล้วครับ ถึงจะมืดหน่อยแต่ก็ไม่เหนื่อยมากนะครับร้านอาหารของเราในคืนนี้ชื่อ MAGNOLAI REATAURANT ครับ…


…อิ่มปุ๊บเราก็มาช้อบปิ้งกันต่อเลยที่ตลาด “Halong Night Market” ครับ ของที่นี่ก็จะเป็นพวกงานไม้ รองเท้าแตะ ของเล็กๆน้อยๆนะครับ

 

 

อรุณสวัสดิ์เช้าวันที่ 2 ที่เมืองฮาลองนะครับ เมื่อคืนเราพักกันที่โรงแรม Van Hai Hotel อยู่ติดอ่าวฮาลองเลยครับ วิวสวยมากกกกอยู่ติดกับสะพานข้ามเกาะด้วย บรรยากาศยามเช้าดีมากๆๆๆ^^”


…หลังจากรับประทานอาหารเช้าเรียบร้อยแล้วเราก็เดินทางไปท่าเรือ “ฮาลองเบย์” กันครับ คนเยอะไปสักนิดแต่ลมพัดชิลล์ ชิลล์ ลูกค้าเลยสนุกกับการถ่ายรูปแทน^^

 

…หลังจากเรือออกจากท่าได้ไม่นาน ทุกคนก็เริ่มขึ้นมาถ่ายรูปข้างบนดาดฟ้าเรือสัมผัสกับบรรยากาศยามเช้าลมพัดเย็นๆ ชิลล์เว้อ ^^


…ไม่นานเรือก็มาหยุดจอดอยู่ตรงหน้าของนางเอกแห่งอ่าวฮาลองนั่นก็คือ “เกาะไก่ชน” ให้ทุกคนได้ถ่ายรูปคู่กับสัญลักษณ์ของฮาลองเบย์ ประเทศเวียดนามครับ…

 

 

จากนั้นเราก็มาถึง ถ้ำเทียนกุง หรือถ้ำนางฟ้าด้วยความสวยงามของหินงอกหินย้อยต่างๆภายในถ้ำที่มีการประดับตกแต่งด้วยแสง สีสวยงาม หินแต่ละก้อนจะมีลักษณะคล้ายกับสัตว์ตามแต่ท่านจินตนาการกันเลยครับ…

 

 

…หลังจากเรารับประทานอาหารบนเรือเรียบร้อยแล้วเราก็จะมุ่งหน้าสู่ “นิงบิงห์” เมืองแห่งเหมืองถ่านหินและสาเหตุที่เมืองนี้มีเหมืองถ่านหินเยอะก็เพราะว่า ด้วยสภาพทางภูมิศาสตร์ของเมืองนี้เต็มไปด้วยภูเขาที่มีทรัพยากรถ่านหินมากมายนั่นเองโดยที่เราจะใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 3 – 4 ชั่วโมงนะครับ…

 

 

…อีกทั้งสองข้างทางยังเต็มไปด้วยนาข้าวเขียวขจีเลยทีเดียว….

 

 

…เช้าวันที่สามของการเดินทางในทริปนี้นะครับ เราตื่นกันตั้งแต่เช้า เพื่อที่จะไปยังท่าเรือนิงบิงห์กัน ซึ่งก็อยู่ไม่ไกลจากโรงแรมที่เราพักสักเท่าไหร่พอมาถึงเราก็เตรียมต่อแถวลงเรือกันได้เลยครับ ไม่ต้องห่วงว่าจะมีเรือพอไหม ดูจากรูปนี่เหลือเฟือเลยครับฮ่าๆ แล้วก็เรือลำนึงนั่งได้ประมาณ2-3 ท่านนะครับ แต่แนะนำว่า 2 ท่านกำลังดี ไม่อึดอัดจนเกินไปด้วย..

 

 



…กรุ๊ปเรามาถึงเช้าเลยครับ คนเลยยังไม่เยอะเท่าไหร่…

 

…สองข้างทางที่เราล่องผ่านจะเป็นนาข้าวสลับกับกระชังปลาเล็กๆสวยงามมากเลยทีเดียว…

…ล่องเรือผ่านนาข้าวกันมาสักพักเราก็จะล่องผ่านถ้ำกันนะครับ ประมาณ 3 ถ้ำได้ ใช้เวลาสั้นๆ ประมาณ2-3 นาทีเท่านั้นครับ โดยข้างในถ้ำถ้าเราเงยหน้ามองขึ้นไปนะครับจะเห็นถึงร่องรอยเพดานถ้ำที่ถูกน้ำกัดกร่อนเป็นคลื่นสวยงามดีครับ…

 

 

 

 

…หลังจากขึ้นมาจากเรือนะครับเราจะแวะทางอาหารกลางวันกันที่แถวๆท่าเรือเลยครับ มีของให้ช้อปปิ้งอีกด้วย (ขาช้อปนี่ยิ้มเลยครับ)เพราะของที่นี่จะถูกกว่าที่ เมืองหลวงอย่างฮานอยเล็กน้อย….

 



…หลังจากรับประทานอาหารกลางวันเรียบร้อยแล้วเราก็จะมุ่งหน้าสู่กรุงฮานอยกันอีกครั้งนะครับ โดยจะใช้เวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมงนะครับ….

…หลังจากหลับกันไปคนละตื่นเราก็เดินทางมาถึงใจกลางของเมืองฮานอยนะครับ ที่นี่ก็คือทะเลสาบฮว่านเกี๋ยม (Ho Hoan Kiem หรือ ทะเลสาบคืนดาบที่คนไทยรู้จักกันดี)ดังในตำนานเล่าไว้ว่าในอดีตพระเจ้าเลไทโต (Le Thai Yo) ได้นำดาบวิเศษซึ่งนำมาต่อสู้กับพวกราชวงศ์หมิงจนสามารถปลดปล่อยประเทศให้อิสระแล้ว พระองค์ทรงเรือไปกลางทะเลสาบเพื่อคืนดาบวิเศษให้กับเต่าศักดิ์สิทธิ์ และกล่าวกันว่าเต่าได้ขึ้นมาฉกดาบไปจากพระหัตถ์ของพระองค์ แล้วหายไปในทะเลสาบ อันเป็นเหตุให้ทะเลสาบแห่งนี้มีชื่อว่า ทะเลสาบคืนดาบ…


 

…จากนั้นเราก็จะเดินข้ามสะพานไปยัง วัดหง็อกเซิน ( Ngoc Son หรือ วัดเนินหยก) อยู่ริมทะเลสาบบนเกาะหยก ซึ่งเป็นเกาะเล็กๆ สามารถข้ามจากฝั่งไปยังวัดโดยข้ามสะพานเทฮุก (The Huc) หรือสะพานแสงอาทิตย์ มีสีแดงสดใสถือเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของกรุงฮานอย นักท่องเที่ยวนิยมมาถ่ายภาพไว้เป็นที่ระลึกกันอย่างไม่ขาดสาย เมื่อเข้าไปถึงวัดหว็อกเซิน ด้านในมีบรรยากาศร่มรื่นและมีศาลาสำหรับนั่งพักผ่อนอีกด้วย…

 

 

…หลังจากไหว้พระขอพรเรียบร้อยแล้วเราก็มาละลายทรัพย์กันต่อที่ถนน 36 สาย ย่านเมืองเก่า ( Old Quarter ) ถนน 36 สาย ถ้าพูดถึงการช้อปปิ้งละก็ ต้องนึกถึงที่นี่เลย เพราะว่าท่านจะได้สนุกสนานกับ การจับจ่ายสินค้าหลากหลายชนิด เรียกว่ามีเกือบทุกอย่างเลยก็ว่าได้ เนื่องจากย่านนี้เป็นย่านการค้าและย่านชุมชนเก่าแก่ตั้งแต่ศตวรรษที่ 13 มีถนนแยกย่อยแบ่งซอยไปถึง 36 สาย ในแต่ละซอยก็จะมีสินค้าที่แตกต่างกันออกไป ตั้งแต่ของที่ระลึก เสื้อผ้า งานฝีมือ รองเท้า กระเป๋า โดยในแต่ละซอยมีชื่อเรียกต่างกันตามสินค้าที่ผลิตและจำหน่าย เช่น ผ้าไหม เครื่องเงิน ไม้แกะสลัก เครื่องประดับ เครื่องบูชา ไปจนถึงเป็นแหล่งรวมร้านขายภาพศิลปะเลยทีเดียว.

 

 

 

 

…จากนั้นได้เวลานัดหมายเราก็จะนั่งรถวนรอบทะเลสาบคืนดาบไปสัก10นาทีเพื่อที่จะไปชมการแสดง “หุ่นกระบอกน้ำ” กันนะครับการแสดงหุ่นกระบอกน้ำของเวียดนาม ถือได้ว่าเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของชาติทีเดียวและกำลังจะสูญหายไปจากโลก สำหรับนักแสดงหุ่นกระบอกน้ำ ผู้แสดงจะอยู่หลังฉากซึ่งมีระดับน้ำสูงถึงเอว เพื่อควบคุมการเคลื่อนไหวของหุ่นโดยใช้ไม้ไผ่ลำยาว แต่เทคนิคการเชิดจะได้รับการรักษาไว้เป็นความลับ โดยการแสดงจะแบ่งเป็นชุดๆ เกี่ยวกับวิถีชีวิต ประเพณี ความเชื่อของชาวเวียดนามและตอนที่สำคัญที่สุดคือ “ตำนานทะเลสาบคืนดาบ” ซึ่งน่าตื่นตาตื่นใจมากๆ..

 

 

 

 

…หลังจากการแสดงจบลง ผู้แสดงก็จะเผยโฉมออกมาเพื่อขอบคุณผู้ชมทุกคนน่าประทับใจมากๆครับ…

…จากโรงละครหุ่นกระบอกน้ำนั่งรถชมบรรยากาศกรุงฮานอยยามค่ำคืนมาไม่นานนักเราก็มาถึงโรงแรมที่พักในคืนสุดท้ายกันแล้วนะครับ โรงแรมในวันนี้มีชื่อว่า DELIGHT HOTEL ครับผม อยู่ในย่านการค้าที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งซึ่งหลังจากที่ทำการเก็บข้าวเก็บของเรียบร้อยแล้วเราก็สามารถออกมาเดินหาของอร่อยๆหรือว่าเสื้อผ้าสวยๆได้ตลอดสองข้างเลยเลยนะครับ…


 

 

 

…เดินได้สักพักก็มาหยุดมองที่หน้าร้านขายขนมหวานร้านหนึ่งใกล้ๆทางเข้าโรงแรม หน้าตาน่ากินมากแต่ตอนแรกก็ทำเป็นเดินผ่านก่อนกล้าเข้าไป กลัวสั่งไม่เป็น ฮ่าๆ แต่ด้วยความอยากลองเลยเข้าไปจัดซะ 1 ถ้วยราคาถ้าจำไม่ผิดประมาณ15,000 ดอง รสชาติก็คล้ายๆกับขนมรวมมิตรบ้านเราแต่จะออกมันๆกะทิมากกว่าอร่อยดีครับ…

…สวัสดีเช้าวันที่สี่วันสุดท้ายของทริปนี้นะครับ วันนี้เราจะเที่ยวกันในกรุงฮานอยนะครับโดยที่ในตอนเช้าเราจะมุ่งหน้าไปยังสุสานโฮจิมินห์ ตั้งอยู่ที่จัตุรัสบาดิงห์จัตุรัสกลางเมืองนี้เป็นที่ประธานาธิบดีโฮจิมินห์อ่านคำประกาศอิสรภาพเวียดนามจากฝรั่งเศสต่อหน้าชาวเวียดนามที่มาชุมนุมกันอยู่ในจัตุรัสมากกว่า 500,000 คน เมื่อวันที่ 2 กันยายน ค.ศ.1945 สุสานโฮจิมินห์ เป็นอาคารสุสานสร้างด้วยหินอ่อน หินแกรนิต และไม้มีค่าที่ได้มาจากทั่วประเทศในสุสานโฮจิมินห์มีทหารกองเกียรติยศในชุดเครื่องแบบเต็มยศสีขาวยืนถือดาบปลายปืนยืนรักษาการณ์อยู่ตลอดเวลา มีทางเดินแคบๆ ไปยังห้องโถงใหญ่ ที่กลางห้องมีแท่นหินตั้งโลงแก้วบรรจุร่างของโฮจิมินห์หรือลุงโฮ ที่นอนสงบเหมือนคนนอนหลับอยู่ภายใน ผู้ที่จะเข้าไปในสุสานจะต้องฝากกระเป๋าถือและสิ่งของมีค่าไว้กับเจ้าหน้าที่ ห้ามถ่ายรูปใดๆ ทั้งสิ้น ผู้เข้าไปเคารพจะต้องแต่งกายเรียบร้อยและสำรวมกิริยาเดินตามกันไปเป็นแถวเรียงหนึ่งตามเส้นทางเดินที่จัดไว้ให้นะครับ

 

 

…หลังจากนั้นเราก็เดินอ้อมมายังอีกด้านหนึ่งของสุสานโฮจิมินห์ เพื่อไปชมทำเนียบประธานาธิบดีและบ้านโฮจิมินห์ กันครับเป็นอาคารทรงโคโลเนียลสีเหลือง ที่ฝรั่งเศสสร้างขึ้นในปีค.ศ. 1901 เพื่อใช้เป็นที่ทำการของผู้สำเร็จราชการชาวฝรั่งเศสแห่งอินโด-ไชน่า ที่นี่เป็นสถานที่ทำงานของประธานาธิบดีโฮจิมินห์เมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่ ปัจจุบันเป็นที่รับแขกเมืองของเวียดนามนะครับ.

 

 

จากนั้นเราก็เดินต่อมาชมบ้านพักโฮจิมินห์ ซึ่งลุงโฮใช้เป็นที่อยู่อาศัยมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1958 จนกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิต ใต้ถุนบ้านเล็กๆ หลังนี้เป็นสถานที่ประวัติศาสตร์ ที่โฮจิมินห์ใช้เป็นที่ประชุม กับนายทหารคนสำคัญๆ วางแผนการรบกับทหารสหรัฐอเมริกาในสงครามเวียดนาม ส่วนข้างบนบ้านเป็นห้องหนังสือและห้องนอนของโฮจิมินห์ซึ่งอยู่อย่างธรรมดามากๆ…

 


…จากนั้นเราก็มายังเจดีย์เสาเดียว ตั้งอยู่ใกล้บ้านลุงโฮ ชาวเวียดนามเรียกว่า จั่วโมดโกด เป็นวัดเก่าแก่ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 10 วัดเจดีย์เสาเดียวสร้างเป็นศาลาเก๋งจีนหลังเดียวขนาดเล็กตั้งอยู่บนเสาต้นเดียว ศาลานี้อยู่กลางสระบัวรูปสี่เหลี่ยม ภายในศาลาประดิษฐานรูปเจ้าแม่กวนอิม ปางสิบกร เป็นวัดที่มีชื่อเสียงมากแห่งหนึ่งในฮานอยซึ่งคนไทยให้ความเคารพนับถืออย่างมาก.

 

 

แวะถ่ายรูปน้องๆที่มาทัศนศึกษากันสักนิดก่อนขึ้นรถไปที่อื่นต่อนะครับน่ารักมากกกกก…

 

 

…และสถานที่สุดท้ายในกรุงฮานอยของเราก็คือที่ วิหารวรรณกรรม ภาษาเวียดนามเรียกว่า วันเหมียว (Van mieu) สมัยก่อนที่นี่เป็นวัดและเป็นแหล่งศึกษาวิชาชั้นสูงของบรรดาโอรสของกษัตริย์ และขุนนาง เพื่อที่จะนำความรู้ที่ร่ำเรียนมาใช้ในการปกครองประเทศ ต่อมาได้ขยายขอบเขตมาถึงบุตรของข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เมื่อเรียนจบ และสอบผ่านเป็นจอหงวน .. ก็จะได้รับการสลักพระนาม และสลักชื่อบนแผ่นศิลาที่อยู่บนหลังเต่า ซึ่งเชื่อว่าเป็นสัตว์ที่ฉลาดฉลียวและมีอายุยืนยาว เช่นเดียวกับความรู้ ซึ่งจะได้รับการสืบทอดไปชั่วลูก ชั่วหลาน ตราบนานเท่านาน

….แผ่นศิลาที่ได้รับการสลักพระนามและบทกวีของ จอหงวน แต่ละคนซึ่งเต่าแตะละตัวก็จะมีลักษณะและขนาดที่ไม่เหมือนกันเลยเนื่องจากว่าเต่าแต่ละตัวจะถูกแกะสลักขึ้นมาพร้อมกับจอหงวนคนนั้นๆนั่นเอง…

 

 

…ดังนั้นทั่วบริเวณภายในวัดแห่งนี้จะเต็มไปด้วยนักเรียน นักศึกษา ที่แวะเวียนกันมาอ่านหนังสือติวตำราเรียนรวมไปทั้งฝึกฝนการวาดรูปให้มีความชำนาญมากขึ้นด้วยความศรัทธาที่มีต่อสถานที่และจอหงวนนั่นเอง…

 

 

…เรามาปิดทริปนี้ด้วยภาพความประทับใจนะครับของเหล่านักศึกษาที่มาร่วมกันถ่ายรูปที่วัดแห่งนี้น่าประทับใจจริงๆครับ…

…และสุดท้ายนี้ โอ๊ดหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกท่านจะกลับไปพร้อมกับรอยยิ้มและความประทับใจนะคับ……แล้วเราเจอกันโอกาสหน้ากับทัวร์ดี๊ดีของ Spirit of the world นะครับบบ….

>>>OATEE<<<


 

  • ลงทะเบียนเพื่อรับข่าวสาร

    ลงทะเบียนเพื่อรับข่าวสารของเราเพื่อรับข้อเสนอหรือโปรโมชั่น