บันทึกนักเดินทาง

น้ำฝนพาทัวร์ โฮจิมินห์ ฟานเทียต ดาลัด 12-16 เม.ย.

23 ธันวาคม 2558

สวัสดีวันปีใหม่ไทยค่ะ สงกรานต์ปีนี้ ฝนได้นำเที่ยวประเทศเวียดนามค่ะ แต่ไปเวียดนามใต้นะคะ เมื่อพูดถึงเวียดนามใต้ ทุกคนคงจะนึกถึงนครโฮจิมินห์ซิตี้ หรือ เมืองไซง่อน นอกจากนครโฮจิมินห์แล้วยังมีเมืองท่องเที่ยวอื่นๆที่สามารถเดินทางไปได้ไม่ ไกลจากนครโฮจิมินห์มากนักด้วย ไม่ว่าจะเป็นเมืองฟานเทียต หรือส่วนใหญ่จะรู้จักกันว่าทะเลทรายมุยเน่ และเมืองดาลัด เมืองแห่งความรักค่ะ

 

1

การเที่ยว 3 เมืองนี้ โฮจิมินห์ ฟานเทียต ดาลัด การเดินทางท่องเที่ยวเหมือนวงกลม คือจากโฮจิมินห์ไปฟานเทียตนั่งรถประมาณ 200 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 4 ชั่วโมงค่ะ เนื่องจากเวียดนามมีกฎหมายจำกัดความเร็วรถไม่เกิน 40-50 กม./ชม. กว่าเราจะเดินทางถึงเมืองฟานเทียตก็มืดแล้ว เราก็รับปะทานอาหารค่ำ และเข้าที่พัก OCEANSTAR RESORT

2

เมื่อพักผ่อนเต็มที่แล้ว เช้านี้หลังทานอาหารเช้าเสร็จเราก็ไปเที่ยวทะเลทรายแดง ก่อนเลยค่ะ ทะเลทรายจะมีสองที่ คือ ทะเลทรายแดงและทะเลทรายขาว ซึ่ง เป็นสันดอนทรายขนาดใหญ่ ที่ถูกแผ่นดินยกตัวขึ้นมาจาก ชายทะเล จนกลายเป็นแอ่งทรายล้วนๆ ที่มีขนาดไม่ใหญ่ แต่ก็ถูกตกแต่งด้วย ลมและ น้ำ จนกลายเป็น ภูเขาทราย (Sand Dune)

ที่ทะเลทรายแดงมี บริการสไลเดอร์ด้วยนะคะ จะมีคนถือแผ่นพลาสติกมาบริการให้เช่า ค่าเช่าแผ่นพลาสติกเล่น 3 รอบ ประมาณ 50000 ดอง เมื่อเล่นกันพอสมควรแล้วเราก็นั่งรถไปทะเลทรายขาว ซึ่งที่ทะเลทรายขาวจะมีโอเอซิสหรือบึงน้ำจืดอยู่ใกล้ๆด้วยนะคะ

ที่ทะเลทรายขาวจะ มีรถ ATV หรือ รถจี๊บบริการให้เช่า เหมา ขึ้นไปชมวิวทะเลทรายเพราะถ้าเดินระยะทางค่อนข้างไกลมากและช่วงกลางวันแดดก็ ร้อนจัดอีกด้วย และที่นี่ยังเป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนต์ไทย เรื่อง เรา สอง สามคน ด้วยค่ะ

 

3

จากนั้นเราก็นั่งรถต่อไปเดินลุยน้ำที่ซุยเตียน หรือ Fairly Stream เราเดินทวนลำธารน้ำสีแดงขึ้นไปเรื่อยๆ ประมาณ 1.5 กิโล ระหว่างทางเราจะเห็นร่องรอยการกัดเซาะของน้ำ ด้วยระยะเวลาที่ผ่านมานานมากจึงเกิดเป็นร่องน้ำและเกิดรอยกัดเซาะของหินและ ทรายจึงทำให้มีสีสันสวยงาม แปลกตา

หลังจากเดินลุยน้ำชม Fiarly Steam แล้ว เราก็ไปทานอาหารกลางวัน แล้วนั่งรถต่อไปที่เมืองดาลัด เมืองแห่งความรักค่ะ ใช้เวลาเดินทางประมาณ 4-5 ชั่วโมงค่ะการเดินทางเข้าเมืองดาลัดจะมีช่วงหนึ่งที่ต้องขึ้นเขาทางคดเคี้ยว เพราะเมืองดาลัดเป็นเมืองในหุบเขา ดังนั้นเราไม่ควรเดินทางเข้าเมืองในช่วงเย็นมากนักเพราะถนนหนทางคดเคี้ยวและ มืดจะอันตรายมากค่ะ

 

4

เมืองดาลัด เป็นเมืองที่อยู่ท่ามกลางหุบเขา มีทิวสนและทะเลสาบ ถือว่าเป็นสวิตเซอร์แลนด์ของเวียดนาม เป็นเมืองที่เงียบสงบและโรแมนติคที่สุด อากาศเย็นตลอดทั้งปี ทุกโรงแรมจะไม่มีแอร์ บ้านเรือน และสิ่งก่อสร้างต่างๆ ออกแบบสไตล์ฝรั่งเศส สวยมากค่ะ เมืองนี้เหมาะกับคู่ฮันนีมูนที่สุดค่ะ โรงแรมที่พักที่เมืองดาลัดก็คลาสสิคมากค่ะ SAPHIR DALAT HOTEL โรงแรมนี้มีบริการข้าวต้มบริการตั้งแต่ 19.00-21.00 น. ทุกวัน และ น้ำเต้าหู้เสิร์ฟถึงห้องคนละ 1 แก้วด้วยนะคะ

6

 

หลังจากที่นอนหลับพักผ่อนมาทั้งคืน ทานอาหารเช้าเรียบร้อยแล้ว ก็ไปตะลุยเมืองดาลัดกันเลยค่ะ เริ่มจากสวนดอกไม้เมืองหนาว (Dalat Flower Gardens) ดาลัดได้รับการขนานนามให้เป็น เมืองดอกไม้ ที่นี่จึงมีดอกไม้บานสะพรั่งไปทั่วเมืองตลอดทั้งปี สำหรับสวนดอกไม้แห่งนี้ได้รับการสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2409 เพื่อให้คำปรึกษาแก่เกษตรกรทางภาคใต้ และนั่นเองที่ทำให้ดาลัดกลายเป็นเมืองเกษตรอันดับหนึ่งของเวียดนาม ที่สวนดอกไม้ได้ทำการรวบรวมไว้อย่างมากมายทั้งไม้ดอก ไม้ประดับ ไม้ต้น และกล้วยไม้ ที่มีมากทั้งกล้วยไม้ พันธ์แท้และกล้วยไม้ลูกผสม ซึ่งกล้วยไม้ตัดดอกที่มีอยู่ในเวียดนามเกือบทั้งหมดส่งออกไปจากดาลัด นอกจากนี้จำพวกผักเมืองหนาวก็ปลูกได้ผลดี ในเมืองนี้ ทำให้ที่นี่เป็นแหล่งผลิตพืชผักผลไม้ที่มั่งคั่งสุดของประเทศเวียดนาม

 

7

นอกจากสวนดอกไม้เมืองหนาว เมืองดาลัดยังมีพระราชวังฤดูร้อนของกษัตริย์บ๋าวได่ เป็นจักรพรรดิพระองค์ที่ 13 แห่งราชวงศ์เหวียน และเป็นจักรพรรดิพระองค์สุดท้าย ก่อนที่เวียดนามจะเปลี่ยนเข้าสู่การปกครองโดยพรรคคอมมิวนิสต์ อันมีโฮจิมินห์ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนแรกในปี พ.ศ. 2488 โดยเริ่มก่อสร้างเมื่อปี พ.ศ.๒๔๗๖ ภายในมีห้องส่วนพระองค์ของจักรพรรดิบ๋าวได๋และครอบครัว มีห้องรับแขก ห้องประชุม และห้องทรงงาน ฯลฯ ห้องส่วนพระองค์ต่างๆ จะใช้สีของผนังและเครื่องเรือนแบ่งแยกกันอย่างชัดเจน เช่น ห้องพระราชโอรสเป็นโทนสีฟ้า ห้องพระราชธิดาเป็นโทนสีชมพู และปี พ.ศ. 2518 จักรพรรดิบ๋าวได่ เสด็จออกไปพำนักถาวรยังประเทศฝรั่งเศสตามเงื่อนไขทางการเมือง พระราชวังแห่งนี้จึงกลายเป็นที่พักของเจ้าหน้าที่พรรคคอมมิวนิสต์ และกลายมาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวในปัจจุบัน

 

8

เมื่อชมพระราชวังฤดูร้อนเสร็จแล้วก็นั่งรถไปชม บ้านเพี้ยนหรือเรียกกันว่า CRAZY HOUSE สร้าง โดย DR. DANG VIET NGA ลูกสาวของประธานาธิบดีคนที่ 2 ของเวียดนาม เธอเรียนจบสถาปัตยกรรมจากมอสโคว และเธอกลับมาบ้านเกิดที่กรุงฮานอย ทำธุรกิจเกี่ยวกับการออกแบบ สถาปัตยกรรม จากนั้นเธอก็ย้ายมาอยู่ที่เมืองดาลัด เธอชอบเมืองดาลัดมาก จึงออกแบบที่พัก สร้างบ้านตามความฝันของเธอ โดยใช้รากไม้ แผ่นหินต่างๆมาเชื่อมต่อกัน คล้ายบ้านต้นไม้ มีห้องนอน ห้องต่างๆแตกต่างกันไป แต่ละห้องก็มีบันไดเวียนถึงกัน ค่ะ

 

9

ในช่วงบ่ายของวันนี้หลังจากทานอาหารเที่ยงเสร็จแล้วเราก็นั่งกระเช้าไฟฟ้าขึ้นไปวัดตั๊กลัม กระเช้านึงนั่งได้ประมาณ 6 คนค่ะ ใช้เวลานั่งประมาณ 10 นาทีตลอดระยะทางจะเห็นวิวเมืองดาลัด และแนวทิวสน วัดตั๊กลัม เป็นวัดพุทธนิกายเซน มหายาน บรรยากาศเงียบสงบอีกทั้งมองไปด้านล่างยังมองเห็นทะเลสาบที่ล้อมรอบเนินเขา อีกด้วย ภายในวัดจะมีโบสถ์ การไหว้พระของชาวเวียดนาม เค้าจะยืนไหว้พนมมือยกขึ้นระดับศีรษะ หลังจากไหว้พระเสร็จแล้ว ทุกคนจะเข้าไปหยอดเงินทำบุญลงในบาตรพระใหญ่ๆ ตรงหน้าหลวงพี่ที่ยืนอยู่ตรงนั้น

10

 

เมื่อไหว้พระเสร็จแล้วก็นั่งรถต่อไปชม น้ำตกดาลันตา ที่น้ำตกดาลันตา มีรถรางหรือ ROLLER COASTER บริการให้เล่นลงไปชมน้ำตกใช้เวลาประมาณ 10 นาที แต่ใครไม่กล้าเล่นสามารถเดินไปชมได้แต่เดินไกลมาก สำหรับกรุ๊ปนี้ฝนพาทุกท่านนั่ง ROLLER COASTER ทั้งเด็ก ทั้งสูงอายุก็หวาดเสียวกันไป กับรางที่คดเคี้ยวหวาดเสียว สำหรับการเล่น ROLLER COASTER ก็ไม่ยากค่ะ เพียงแค่บังคับเกียร์ไปข้างหน้าก็เดินหน้าโยกไปมากเท่าไหร่ก็เร็วไปมากเท่า นั้น บังคับมาข้างหลังคือเบรค ง่ายๆ สนุกดีค่ะ

 

11

หลังจากสนุกหวาดเสียวกับ ROLLER COASTER ถ่ายรูปชมวิวน้ำตกดาลันตาแล้ว ก็ไปเที่ยวชมหุบเขาแห่งความรัก หรือเรียกกันว่า VALLEY OF LOVE ซึ่งเป็นหุบเขาที่มีทะเลสาบอยู่ตรงกลาง คล้าย ๆ สวนสาธารณะของเมือง มีการจัดไม้ดอกไม้ประดับและมุมถ่ายรูปให้นักท่องเที่ยวได้ถ่ายภาพด้วย หรือจะนั่งรถรางชมหุบเขาแห่งความรักก็ได้ ค่าบริการประมาณ 48000 ด่องค่ะ ภายในของ Valley of Love นั้นจะมีทั้งสวนสนุกเล็กๆ มีเครื่องเล่นต่างๆ แต่ส่วนมากจะเป็นของเด็กมากกว่า มีร้านให้เล่นเกมแลกของรางวัลเหมือนงานวัดบ้านเราเลยค่ะ

 

12

หลังจากเที่ยวเมืองดาลัดเสร็จแล้วเราก็นั่งรถกลับเข้ากรุงโฮจิมินห์ใช้ เวลาประมาณ 6 ชั่วโมง ในกรุงโฮจิมินห์ จะมีสัญลักษณ์ที่นักท่องเที่ยวมาแล้วต้องมาชมและถ่ายรูปคือโบสถ์นอร์ทเธอดัมและที่ทำการไปรษณีย์ซึ่งอยู่ใกล้กันเลยค่ะ

โบสถ์นอร์ทเธอดัม สร้างขึ้นปี พ.ศ. 2420 ใช้ระยะเวลาการสร้าง 6 ปี สำหรับโบสถ์แห่งนี้ได้รับการยกย่องว่ามีความงดงามมากที่สุดแห่งหนึ่งใน เวียดนาม ลักษณะของตัวโบสถ์เป็นรูปแบบของสมัยอาณานิคม มีหอคอยคู่สี่เหลี่ยมอยู่ด้านบนสูง 40 เมตร เป็นเอกลักษณ์ที่งดงามของโบสถ์แห่งนี้ ด้านหน้าโบสถ์มีรูปปั้นขนาดใหญ่สีขาวเด่นเป็นสง่าของพระแม่มารี เพราะเป็นเสมือนสัญลักษณ์ร่วม อันหมายถึงการเข้ามาของตะวันตก และเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญอย่างหนึ่งของโฮจิมินห์

ไปรษณีย์กลางโฮจิมินห์ สร้างขึ้นเมื่อ ปี พ.ศ. 2439 เสร็จในปี พ.ศ. 2444 มีการออกแบบและก่อสร้างในสไตล์ฝรั่งเศสและได้รับการออกแบบตกแต่งอย่างงดงาม ด้วยกระจกสี เป็นไปรษณีย์ที่ใหญ่ที่สุดในเวียดนาม มีความโอ่โถง ภายในตัวอาคารมีการระดับภาพแผนที่ทางทะเลโบราณ และภาพของอดีตผู้นำประเทศโฮจิมินห์ มีการบริการทั้งการส่งจดหมาย แสตมป์เพื่อการสะสม โปสการ์ด โทรศัพท์ระหว่างประเทศในอัตราค่าบริการมาตรฐาน

 

13

หลังจากได้ถ่ายรูปเรียบร้อยแล้ว ก็มาช้อปปิ้งตลาดเบนถัน ในตลาดจะขายของที่ระลึก มากมาย เช่น เสื้อผ้า รองเท้า พวงกุญแจ ที่ติดตู้เย็น กระเป๋า ฯลฯ การต่อรองราคาโซนด้านหน้าจะติดป้ายห้ามต่อรองราคาด้วยนะคะ แต่จริงๆอยู่ที่ฝีมือการต่อรองของเราเองมีทีก็ลดได้ 20 เปอร์เซน ถ้าเดินมาด้านในจะไม่ติดป้ายก็จะต่อรองได้เยอะหน่อย แล้วแต่ฝีมือการต่อรองงของเราค่ะ

 

14

นอกจากในกรุงโฮจิมินห์ เรายังมีที่เที่ยวทางประวัติศาสตร์สมัยสงครามเวียดนาม ที่ต้องเดินทางออกนอกเมืองระยะทางประมาณ 100 กิโลเมตร นั่นคือ อุโมงค์กู๋จี หลุมหลบภัยสมัยสงครามเวียดนามของทหารชาวเวียดกง พวกเขาคือกองกำลังของเวียดนามใต้ที่ไม่พอใจรัฐบาลของตัวเอง และขุดอุโมงค์นี้เพื่อใช้หลบซ่อนและสู้รบกับทหารของเวียดนามใต้ที่ได้รับการ สนับสนุนจากชาวอเมริกานั่นเอง ซึ่งทหารเวียดกงได้รับการสนับสนุนและจัดตั้งโดยคอมมิวนิสต์เวียดนามเหนือ

อุโมงค์กูจี นั้นมีลักษณะเป็นอุโมงค์ใต้ดินที่ถูกขุดเชื่อมต่อกันเป็นทางยาวมากกว่า 200 กิโลเมตร โดยทหารเวียดกงได้ใช้อุโมงค์นี้เป็นฐานบัญชาการรบ,ที่หลบซ่อนตัว,โรงพยาบาล และหมู่บ้านใต้ดิน มีความลึกลงไปถึง 3 ชั้น ตั้งแต่ 3-10 เมตรเลยทีเดียว และแม้ว่าจะมีความยาวและความลึกมาก แต่กลับมีกว้างนิดเดียวคนตัวสูงแทบต้องคลานเข้าไปเลยค่ะ ถ้าได้ลงไปแล้วจะสัมผัสได้ถึงความรู้สึกของชาวทหารเวียดกงที่ต้องมาหลบซ่อน ในอุโมงค์เลยค่ะ ทั้งร้อน ทั้งหายใจไม่ค่อยออก ซึ่งพวกเขาทำรูระบายอากาศเล็กๆเท่านั้น รูจะอยู่บริเวณกองดินสูงเพื่อหลอกให้ศัตรูรู้ว่าเป็นเพียงกองจอมปลวก และใน 1 วันพวกเขาจะผลัดกันออกมานอกอุโมงค์วันละ 15 นาทีเพื่อมารับอากาศข้างนอกแล้วก็กลับลงอุโมงค์เหมือนเดิมค่ะ

 

15

นอกจากดูกับดักต่างๆแล้ว ยังมีเจ้าหน้าที่มาสาธิตเวลาวิ่งหนีศัตรูมา หลบในรูที่พวกเขาทำไว้ซึ่งจะเล็กมาก ทหารตัวใหญ่อย่างอเมริกันจะไม่เห็นหรือเข้าไม่ได้ เจ้าหน้าที่พาเรามาตรงจุดที่มีใบไม้ร่วงลงมาเราก็คิดว่าไม่มีอะไร แต่พอเขาเดินไปเปิดฝาที่มีกองใบไม้ทับถมอยู่ก็เห็นรูเล็กๆและเขาก็สาธิตลงรู ให้เราดู เจ้าหน้าที่บอกว่าพอพวกเขาหลบในรูแล้วพอศัตรูเดินผ่านไป พวกเขาก็กำจัดศัตรูพวกนั้นทางด้านหลัง

สำหรับทริปนี้ โฮจิมินห์ ดาลัด มุยเน่ 5 วัน 4 คืน ฝนก็ได้แนะนำสถานที่เที่ยวที่น่าสนใจในแต่ละเมืองไปแล้วนะคะ ไม่ว่าจะเป็นทางธรรมชาติหรือประวัติศาสตร์ล้วนแล้วแต่สวยงามและน่าสนใจทั้ง สิ้น หากเพื่อนๆพี่ๆท่านใดสนใจ ไปเที่ยวก็ติดต่อสอบถามกับบริษัททัวร์ใกล้บ้านได้นะคะ

 

ขอขอบคุณบริษัททัวร์ที่สนับสนุนทริปโฮจิมินห์ ดาลัด มุยเน่ วันที่ 12-16 เม.ย. 57

 

  1. สนุกฮอลิเดย์
  2. ไฮไลท์เวิลด์ทัวร์
  3. ดับเบิ้ลเอ็นจอย
  4. เที่ยวสนุกทัวร์
  5. ทัวร์เอ็กเพรส
  6. ลายน้ำทอง แทรเวล

  • ลงทะเบียนเพื่อรับข่าวสาร

    ลงทะเบียนเพื่อรับข่าวสารของเราเพื่อรับข้อเสนอหรือโปรโมชั่น