บันทึกนักเดินทาง

บันทึกการเดินทางทริป JAPAN –HAPPY NEW YEARS 2014 (ตอนที่ 1)

17 ตุลาคม 2558

1

กรุงเทพ – โอซาก้า – เกียวโต – นาโกย่า – MT. FUJI – FUJITEN RESORT – โตเกียว

 

ทริปนี้มีกำหนดการเดินทางตั้งแต่วันที่ 28 ธันวาคม 2556 – 02 มกราคม 2557 นะค่ะเตรียมพร้อมพบความสุข สนุก ทุกเส้นทางกับเรา SPiRiT OF THE WORLD ยินดีให้บริการทุกท่านค่ะ

 

วันแรกของการเดินทางวันที่  28 ธันวาคม 2556

กรุงเทพ – ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ – โอซาก้า

 

สวัสดีค่ะ… ท่านผู้อ่านทุกท่าน ทริปนี้เราจะไปตะลุย  ประเทศญี่ปุ่นกันค่ะ พร้อมเดินทางกันแล้วเชิญขึ้นเครื่องกันได้เลยค่ะ คณะเราเดินทางโดยสายการบินไทย เที่ยวบิน TG 622 จากกรุงเทพ – โอซาก้า เราจะใช้เวลาเดินทางประมาณ 6 ชั่วโมงนะค่ะ ตอนนี้ขออนุญาตหลับ เก็บแรงไว้ก่อน แล้วตื่นมาก็ไปเจอกันที่ประเทศญี่ปุ่นเลยแล้วกันค่ะ

                                                 

วันที่สองของการเดินทางวันที่  29 ธันวาคม 2556

โอซาก้า – ปราสาทโอซาก้า – ช้อปปิ้งชินไซบาชิ-เกียวโต – วัดคิโยมิสึ – ศาลเจ้าเฮย์อัน – นาโกย่า 

 

อาหารเช้าก่อนลงเครื่องค่ะ

ก่อนเวลาเครื่องลง ประมาณ 2 ชั่วโมง แอร์สุดสวยก็ปลุกให้ตื่นมาทานอาหารเช้าจนอิ่มท้อง ก่อนที่จะถึงจุดหมาย ถึงสนามบินคันไซ ณ เมืองโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น เวลาเช้าตรู่ หกโมงครึ่ง เวลาของประเทศญี่ปุ่นซึ่งเร็วกว่าบ้านเรา 2 ชั่วโมง พอออกจากเครื่องก็ทำให้รู้สึกได้ว่าอากาศเย็นกว่าบ้านเรามาก จึงบอกให้ลูกค้าที่น่ารักทุกท่าน เตรียมเสื้อโค้ชกันหนาว และ ACCESSORY กันหนาวกันได้เลยค่ะ พอเข้ามาด้านในจะเจอรถไฟ จะไปส่งเราที่ตรวจคนเข้าเมือง

 

รถไฟส่งเข้าด่านตรวจคนเข้าเมืองค่ะ

 

พอผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองแล้ว รอรับกระเป๋า ก็จะมีเวลาให้หยิบเสื้อโค้ช และสิ่งของเพื่อช่วยกันความหนาว และให้ทุกท่านได้ล้างหน้า แปรงฟัน ทำธุระส่วนตัวได้เลยค่ะ เสร็จแล้วเราก็ขึ้นรถออกจากสนามบินมุ่งหน้าสู่ ตัวเมืองโอซาก้า

เมืองโอซาก้า อยู่ในเขตภูมิภาคคันไซ บางทีก็เรียกว่าเขตคินกิ (Kinki) ซึ่งโอซาก้าถือว่าเป็นเมืองใหญ่อันดับ 2 รองจากโตเกียว ชื่อเดิมของโอซาก้า คือ นานิวะ  เมืองนี้ตั้งอยู่ใกล้ชายฝั่ง มีแม่น้ำลำคลองไหลผ่านตัวเมืองหลายสาย ทำให้เมืองนี้เต็มไปด้วยสะพาน จึงได้รับฉายาว่าเป็น เมืองแห่งสายน้ำและเมืองแห่งสะพานพันสาย

 

รถโค้ชนำเที่ยว

 

ใช้เวลาจากสนามบินมาถึง ปราสาทโอซาก้า  ได้รับฉายาว่า ปราสาทนกกระสาขาว สร้างขึ้นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2126 โดยโชกุนโทยะโตมิ ฮิเดโยชิ เป็นผู้มีอำนาจทางการเมืองในโอซาก้า ปราสาทแห่งนี้ใช้เวลาสร้างเพียงแค่ 3 ปีเท่านั้น จากการใช้แรงงานหลายหมื่นคนมาก่อสร้าง แต่อีก 30 ปีต่อมา ได้ถูกกองทัพของ โชกุนโทกุกาว่า อิเยยะสุ ซึ่งขึ้นมามีอำนาจทำลายลง เวลาต่อมาจึงได้มีการบูรณะซ่อมแซมใหม่อีกหลายครั้ง แต่รากฐานของปราสาทยังมีความแข็งแรงเพราะทำจากก้อนหินนขนาดมหึมา ตัวปราสาทตั้งอยู่บนเนินเขาที่ได้มีการสำรวจ และพบว่าเคยเป็นที่ตั้งของพระราชวังโบราณมาก่อน ล้อมรอบด้วยกำแพงหิน และคูน้ำขนาดใหญ่เพื่อป้องกันการรุกรานจากข้าศึก จนมาถึง ปี พ.ศ.2540 ปราสาทโอซาก้าก็ถูกบูรณะเป็นที่เรียบร้อย ด้วยรูปลักษณ์ภายนอกที่งดงาม และยังเป็นปราสาทที่ทันสมัยที่สุดในญี่ปุ่น เพราะภายในมีกระทั่งลิฟท์ขึ้นไปถึงชั้น 8 ที่เป็นชั้นสูงสุด

 

บริเวณรอบปราสาทโอซาก้า

 

ปราสาทโอซาก้าจะเปิดให้เข้าชมตั้งแต่เวลา 09.00-17.00 น. และจะปิดให้เข้าชม ตั้งแต่ วันที่ 28 ธันวาคม – 1 มกราคม ของทุกปี คณะเรามาช่วงนี้พอดี จึงไม่ได้เข้าไปชมภายในปราสาท จึงได้เพียงชมความงดงาม ของปราสาท และเก็บภาพด้านนอก หลังจากชมความงามของปราสาทโอซาก้าแล้ว เดินทางกันต่อไปช็อปปิ้ง ย่านชินไซบาชิ ถนนยอดนิยมของโอซาก้าค่ะ

 

ระหว่างทางยังมีใบไม้เปลี่ยนสีให้ได้เห็น เป็นที่ตื่นตาตื่นใจกับคณะเราไม่น้อยค่ะ

 

บรรยากาศ ย่านชินไซบาชิ

 

สินค้าที่ย่านชินไซบาชิ ก็จะมีปะปนกันเยอะแยะมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าแฟชั่น, ของที่ระลึกต่างๆ รวมไปถึงร้านอาหารนานาชนิดให้ได้เลือกชิมกันด้วยค่ะ หลังจากช็อปปิ้งพอหอมปาก หอมคอแล้ว ก็เดินทางกันต่อได้เลยค่ะ เราจะเดินทางสู่เมืองหลวงเก่าของประเทศญี่ปุ่น นั่นก็คือ เมืองเกียวโต มาถึงก็เป็นช่วงเที่ยงพอดี เติมพลังกันก่อนเที่ยวชมเมือง ด้วยการลิ้มรสอาหารญี่ปุ่นมื้อแรกกันเลยค่ะ พออิ่มท้องกันแล้วไปเที่ยวกันต่อเลยค่ะ

 

อาหารกลางวันมื้อแรกของเราค่ะ

 

เมืองเกียวโต ชื่อเดิมคือ เฮอันเกียว ความหมาย คือ เมืองแห่งความสวยงาม และยังเป็นเมืองหลวงเก่าของญี่ปุ่นมานานเป็น พันปี ระหว่าง พ.ศ.1337-2412 จึงทำให้เมืองเกียวโต มีความเจริญในทุกๆด้าน ทั้งศิลปวัฒนธรรม โบราณสถาน โดยเฉพาะวัดที่มีอยู่มากกว่า 1,650 แห่ง ศาลเจ้าในลัทธิชินโตอีกประมาณ 400 แห่ง รวมถึง พระราชวัง ปราสาท พระตำหนัก เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศญี่ปุ่นได้ถูกคุกครามด้วยสงคราม เมืองต่างๆทั้งโตเกียว ฮิโรชิม่า นางาซากิ ต่างก็ถูกถล่ม ถูกทำลายมากมาย แต่เมืองหลวงเก่าอย่างเกียวโต กลับรอดมาได้ จึงหลงเหลือศิลปะและสถาปัตยกรรมของโบราณสถานให้เราได้ชมกันถึงปัจจุบันนี้ ดังนั้นการที่ได้มีอากาสมาเที่ยวเมืองเก่าอย่างเกียวโต ก็จะต้องไปชมวัดวาอาราม ศาลเจ้า โบราณสถานต่างๆ

 

ด้านหน้า ศาลเจ้า เฮย์อัน

 

ศาลเจ้า เฮย์อัน เป็นศาลเจ้าเจ้าใหญ่แห่งเกียวโต สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2438 เพื่อเฉลิมฉลองที่กรุงเกียวโต มีอายุครบ 1,100 ปี โดยอุทิศให้แด่จักรพรรดิองค์แรกและองค์สุดท้ายของเมือง สถาปัตยกรรมที่ใช้ในการก่อสร้างจะออกแนวศิลปะแบบจีน เน้นความอลังการของอาคารก่อสร้างกับวิหารในวัดพุทธ แตกต่างกันที่ศาลเจ้าจะทาด้วยสีแดงสด เป็นต้นแบบให้กับศาลเจ้าแห่งอื่นๆ แต่ที่โดดเด่นกว่าศาลเจ้าอื่นๆนั้น คือจะมี เจดีย์มังกรฟ้าและเจดีย์พยัคฆ์ขาว ระบายด้วยสีส้มแดง หลังคาสีเขียว ตั้งอยู่ริมฝั่งซ้ายขวาของอาคารศาลเจ้า ในช่วงซากุระบาน ศาลเจ้าแห่งนี้เป็นจุดที่ได้รับความนิยมที่ผู้คนมาชมซากุระ อีกแห่งหนึ่งของเกียวโต

 

ภายใน ศาลเจ้า เฮย์อัน

 

ชาวญี่ปุ่นเชื่อกันว่าครอบครัวใดที่มีลูกสาว เมื่ออายุได้ 3 ปี และ 7 ปี จะพามาขอพรจากเทพเจ้าที่ศาลเจ้าแห่งนี้ เพื่อให้เรียนหนังสือเก่งๆ มีสุขภาพแข็งแรง และเป็นเด็กดี ส่วนครอบครัวไหนที่มีลูกชาย ก็จะพามาขอพรเมื่ออายุ 5 ปีเช่นกัน ในวันที่ 22 ตุลาคมของทุกปี ศาลเจ้าเฮอัน จะเป็นจุดหมายปลายทางของขบวนแห่ ในเทศกาลยุคสมัย (JIDAI MATSURI) ซึ่งเป็นเทศกาลใหญ่ 1 ใน 3 ของเมืองเกียวโต มีผู้เข้าร่วมขบวนมากกว่า 3,000 คน และจะแต่งกายในชุดย้อนยุคสมัยต่างๆของญี่ปุ่นเข้าร่วมขบวน

 

อีกมุมนึงด้านหน้าวัด ที่นิยมมาเก็บภาพเป็นที่ระลึกค่ะ

 

สถานที่ต่อไป วัดคิโยมิสึ เป็นวัดที่ดังที่สุดอีกแห่งหนึ่งของเมืองเกียวโต เป็นวัดที่พลาดไม่ได้ที่ต้องมาเยี่ยมชม เมื่อมาเกียวโต ตลอดสองข้างทางจะเป็นถนนคนเดิน ยาวตรงจนถึงหน้าวัด เรียกกันว่า ถนนสายกาน้ำชา เนื่องจากในอดีตเคยมีร้านขายถ้วยชา เครื่องปั้นดินเผา เรียงรายด้วยตลอดสองข้างทาง ปัจจุบันนี้มีร้านที่ขายของฝาก ของที่ระลึก มีทั้งขนม ตุ๊กตา พัด โคมไฟ ไอศกรีม น่าแวะชม แวะชิม แวะซื้อมากค่ะ แต่รอไว้ขากลับลงมา เราค่อยมา แวะ ชิม ช็อป กันดีกว่านะค่ะ เพราะเดี๋ยวเรากลับลงทางทางเดิมค่ะ

 

ระหว่างทางเดินขึ้นไปวัดคิโยมิสึ

 

วัดคิโยมิสึ หรือ คิโยมิสึเดระ ตั้งอยู่บนเนินเขาฮิงายามา วัดนี้สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.1341 และได้มีการบูรณะครั้งใหญ่ เมื่อปี พ.ศ.2174 สร้างเพื่อถวายพระโพธิสัตว์กวนอิม 11 พักต์ สร้างขึ้นก่อนที่เมืองเกียวโต เป็นเมืองหลวงของประเทศญี่ปุ่นเสียอีก วัดนี้จึงเป็นมรดกโลกเก่าแก่กว่า 1,500 ปี  ทางเข้าวัดจะเห็นเจดีย์ 3 ชั้น มีชื่อว่า เจดีย์ซันจุโนโตะ ด้านในจะมีศาลาประดิษฐานพระโพธิสัตว์

 

ด้านหน้าของวัดคิโยมิสึ

 

วัดคิโยมิสึ รู้จักกันในชื่อ วัดน้ำใส ตามภาษาญี่ปุ่น KIYOMIZU ที่แปลว่า น้ำบริสุทธิ์  เชื่อกันว่ามีน้ำศักดิ์สิทธิ์จากแม่น้ำ 3 สาย ซึ่งเกิดเองตามธรรมชาติ ไหลมาจากยอดเขา มานานนับ 1,000 ปี จึงเป็นที่มาของชื่อวัดนั่นเอง คนญี่ปุ่นเชื่อว่า ถ้าผู้ใดได้มาดื่มน้ำทั้ง 3 สาย จะทำให้ประสบความสำเร็จทางด้านการศึกษาสมหวังด้านความรัก และด้านสุขภาพแข็งแรง

 

 

น้ำศักดิ์สิทธิ์ ไหลจากแม่น้ำ 3 สาย

 

วัดนี้ยังมีสถานที่สำคัญอีกแห่งหนึ่ง คือ วิหารที่มีระเบียงไม้ยื่นออกมานอกตัวอาคาร ซึ่งมีเสาค้ำยังถึง 193 ต้น อีกทั้งเป็นการก่อสร้างอาคาร โดยการใช้สลักยึดอาคาร แทนการใช้ตะปูยึดอีกด้วย จุดเด่นอยู่ที่การสร้างวิหารริมเชิงเขา ใช้ไม้ซุงขนาดใหญ่ประมาณ 130 ต้น ซ้อนกันขึ้นไปเป็นฐาน บริเวณวัดจะดูร่มรื่นไปด้วยต้นไม้ และยังเป็นสถานที่ชื่นชมดอกซากุระ ในช่วงที่ดอกซากุระบาน และดูใบไม้เปลี่ยนสี จึงเป็นที่ได้รับความนิยมมากที่นึง จากนักท่องเที่ยวค่ะ

 

ระเบียงไม้วัดคิโยมิสึ

 

ด้านหลังศาลาใหญ่ ยังมี ศาลเจ้าจิชู เป็นศาลเจ้าชินโต เชื่อกันว่ามี เทพเจ้าโอคุนินุชิโนะ สิงสถิตอยู่ศาลเจ้าแห่งนี้ ซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งความรัก บริเวณศาลเจ้าจะมีหินเสี่ยงทายตั้งห่างกัน อยู่ 2 ก้อน ถ้าเสี่ยงทายด้วยการปิดตา แล้วเดินจากหินก้อนหนึ่ง ไปยังหินอีกก้อนหนึ่งได้ ผู้นั้นก็จะสมหวังในความรัก  หรือผู้ใดที่เป็นโสดก็จะได้พบเนื้อคู่ จึงเป็นที่นิยมมาก เมื่อผู้ใดได้มาวัดคิโยมิสึ ก็จะแวะไปไหว้ศาลเจ้าจิชู และเสี่ยงทายเรื่องความรักด้วย

 

บรรยากาศอันแสนรมรื่นรอบวัดคิโยมิสึ

 

หลังจากชมภายในวัดแล้วขากลับลงมายังที่จอดรถ ก็สามารถแวะ ชิม ช็อป กะบถนนกาน้ำชา ที่มีของขายตลอดสองข้างทางกันได้เลยค่ะ เสร็จแล้วเราก็ขึ้นรถเดินทางกันต่อ มุ่งหน้าสู่เมืองนาโกย่า กันเลยค่ะ เราใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง จากเมืองเก่าเกียวโต มาถึงเมืองนาโกย่า

เมืองนาโกย่า เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ระหว่างเมืองเกียวโต และ เมืองโตเกียว ปัจจุบันเมืองนาโกย่าเป็นศูนย์กลางทางด้านการขนส่ง สถานีรถไฟฟ้า JR NAGOYA เป็นชุมทางรถไฟใหญ่อีกแห่งหนึ่งบนเส้นทางสายโทไคโด รวมทั้งสนามบิน CENTRAIR ที่สามารถต่อเที่ยวบินภายในประเทศไปสู่เมืองต่างๆทั่งประเทศญี่ปุ่นได้เลย นอกจากนั้นนาโกย่า ยังเป็นศูนย์กลางการผลิตสินค้าในอุตสาหกรรมต่างๆโดยเฉพาะรถยนต์ TOYOTA ซึ่งมีบ้านเกิดอยู่ที่นี่ โดยก่อนที่จะมาเป็นรถยนต์โตโยต้า เจ้าของผู้ก่อตั้งเริ่มต้นธุรกิจจากโรงงานทอผ้ามาก่อน ในเมืองนาโงย่าจึงมีพิพิธภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวของบริษัทโตโยต้าอยู่ไม่น้อยกว่า 3 แห่ง แล้วพาทุกท่านมาลิ้มลองอาหารปิ้งย่าง สไตล์ญี่ปุ่นแม้ๆที่นี่กันเลยค่ะ

 

อาหารมื้อค่ำ บุฟเฟ่ห์ปิ้งย่างสไตล์ญี่ปุ่นแท้ๆ ที่เมืองนาโกย่าค่ะ

 

เต็มที่กับอาหารมื้อเย็นแล้ว ก็เข้าโรงแรมที่พัก พักผ่อนเอาแรงกันก่อนนะค่ะ คืนนี้คณะเราพักกันที่เมืองนาโกย่า โรงแรม NAGOYA SAKAE TOKYU INN HOTEL

 

บรรยากาศห้องพัก โรงแรม
คืนนี้พักผ่อนให้เต็มที่ เก็บแรงเตรียมไว้สำหรับพรุ่งนี้ ราตรีสวัสดิ์ค่ะ

วันที่สามของการเดินทางวันที่  30 ธันวาคม 2556

นาโกย่า – ทะเลสาบฮามานะ – รถไฟชินคันเซน – ฮาโกเน่ – ล่องเรือโจรสลัด

  โอวาคุดานิ – โกเทมบะ เอ้าท์เล็ต – คาวาคูชิโกะ (แช่ออนเซน + บุฟเฟต์ขาปูยักษ์)   

อรุณสวัสดิ์ตอนเช้า เช้านี้เป็นเช้าวันที่ 2 แล้วในญี่ปุ่น บางท่านก็อาจจะปรับตัวเข้ากับอากาศที่นี่ได้บ้างแล้ว แต่สำหรับแอนเล็ก ยังรู้สึกไม่คุ้นเคยกับอากาศอันหนาวเย็นของที่นี้เลยค่ะ อากาศวันนี้ ช่วงเช้าอยู่ประมาณ 4-5 องศาเอง หวังว่าช่วงกลางวันอากาศจะอุ่นขึ้นกว่านี้นะค่ะ เช้าๆอย่างนี้ไปทานอาหารเช้ากันก่อนดีกว่าค่ะ ห้องอาหารจะอยู่ชั้น 2 ของโรงแรมนะค่ะ

 

ห้องอาหารเช้าของโรงแรมค่ะ

 

ทานอาหารเช้าเสร็จ คณะเราก็ CHECK OUT ออกจากโรงแรม เดินทางสู่ทะเลสาบฮามานะ โดยคณะเราจะเดินทางด้วยรถไฟ ชินคันเซ็น รถไฟความเร็วสูงหรือรถไฟหัวกระสุนญี่ปุ่น เปิดให้บริการเป็นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2507 จนถึงปัจจุบันนี้ มีเส้นทางเชื่อมต่อไปยังภูมิภาคต่างๆ เราจะนั่งเพียง 1 สถานีเท่านั้น เนื่องจากว่าเราใช้เวลานั่งชินคันเซ็น 1 สถานี เพียง 10 กว่านาที แต่รถบัสของเราต้องใช้เวลาขับตามเรากว่า 40 นาที

 

บรรยากาศบนชินคันเซ็น

 

ใช้เวลาเพียง 10 นาทีนิดๆ ก็ลงแล้วค่ะ ขึ้นรถบัสเหมือนเดิม เดินทางต่อสู่ ทะเลสาบฮามานะ หรือ ทะลสาบปลาไหล เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลาไหลที่ใหญ่ที่สุด ที่นี่ก็จะเป็นที่แวะพักรถระหว่างทาง ของฝากที่นิยมจากที่นี่ ก็จะมี พายปลาไหล และยังมีร้าน STARBUCK ด้วย ถ้าท่านใดเดินชมวิวแล้ว จะมานั่งจิบกาแฟรอก็ได้ค่ะ

 

บรรยากาศที่ทะเลสาบฮามานะ

 

หลังจากแวะพักชมวิว ซื้อของฝาก และเข้าห้องน้ำเสร็จแล้ว เดินทางกันต่อสู่ ฮาโกเน่ และทานอาหารกลางวัน ระหว่างทางค่ะ

 

อาหารกลางวัน

 

ระหว่างเดินทางเราก็ได้เห็นวิวภูเขาไฟฟูจิ สวยมากค่ะ

 

ฮาโกเน่ ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ FUJI-HAKONE-IZU ท่ามกลางธรรมชาติ ขุนเขาที่งดงาม ซึ่งจะมีแหล่งน้ำพุร้อนธรรมชาติ หรือ ออนเซ็นตั้งอยู่มากมาย  เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีภูเขาไฟฟูจิเป็นฉากหลัง ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมมาก ในหมู่นักท่องเที่ยวที่มาเยือนญี่ปุ่น

ทะเลสาบอาชิ ตั้งอยู่กลางหุบเขาสูงระหว่างน้ำทะเลประมาณ 725 เมตร ทะเลสาบแหล่งนี้นับว่ามีความสวยงามที่สุดแหล่งหนึ่ง  พอมาถึงที่แล้ว เราก็ไป ล่องเรือโจรสลัด กันเลยค่ะ ลักษณะของเรือคล้ายกับเรือโจรสลัด บนเรือตกแต่งด้วย ทำบรรยากาศให้ดูเหมือนได้นั่งอยู่บนเรือโจรสลัดจริงๆ มีรูปปั้นแกะสลักของเหล่าโจรสลัด มีห้องโดยสารข้างบน ข้างล่าง ที่มีกระจกปิดมิดชิด และบนดาดฟ้า ที่สามารถขึ้นไปชมวิวของทะเลสาบอาชิ ได้อย่างไม่มีอะไรบดบังเลยค่ะ

 

ล่องเรือโจรสลัด

 

พอเข้าเขตฮาโกเน่ ก็ได้เจอหิมะกันแล้วเด็กๆสนุกกันใหญ่ค่ะ

 

จากนั้นเราก็ไปเที่ยวที่ โอวาคุดานิ หรือ หุบเขานรก บนยอดเขาจะมองเห็นวิวภูเขาไฟฟูจิ ได้อย่างชัดเจนมาก และการเดินขึ้นไปจนถึงยอดเข้านั่นเพื่อที่จะไปดูบ่อกำมะถัน พื้นที่แถบนี้เป็นเขตภูเขาไฟเก่า จึงคงมีความร้อนดันขึ้นมาจากพื้นดิน ซึ่งจะมีควันพุ่งขึ้นมาหนามาก และกลิ่นไม่ค่อยประทับใจเท่าไหร่นะค่ะ แต่ที่บ่อกำมะถันนี้ สามารถต้มไข่เพียงแป๊ปเดียวก็สุก และที่แปลกไปกว่านั้น เปลือกไข่กลายเป็นสีดำ แต่พอไข่สุกแกะเปลือกออกข้างในก็เป็นสีขาวเหมือนไข่ต้มทั่วไป  ว่ากันว่า ถ้าใครได้กินไข่ดำ 1 ฟอง อายุจะยืนขึ้นอีก 7 ปี ด้วยเหตุนี้คณะเราก็ไม่รอช้านะค่ะ ซื้อไข่ดำมาลองทานกันทุกคน ไข่ดำของแท้มีขายที่ยอดเขาโอวาคุดานิแห่งนี้เท่านั้นนะค่ะ

 

บรรยากาศบนยอดเขาโอวาคุดานิ บอกได้คำเดียว หนาวมาก

 

จากนั้นเราก็เดินทางเข้าโรงแรมที่พักค่ะ อาหารมื้อค่ำของเราวันนี้ เป็นบุฟเฟ่ห์ขาปูยักษ์ ปูน้ำเย็นจากเกาะฮอกไกโด ซึ่งได้รับการกล่าวขานว่าเป็นปูน้ำเย็นที่มีเนื้อนุ่มและรสชาติอร่อยที่สุด คนญี่ปุ่นจะเรียกว่า ปูมัตสึบะ ให้ท่านได้อิ่มอร่อยแบบไม่อั้นกันเลยที่เดียวค่ะ

 

บุฟเฟ่ห์ขาปูยักษ์

 

หลังจากอิ่มอร่อยแบบไม่มีจำกัดแล้ว ก็ผ่อนคลายด้วยการแช่ออนเซ็น น้ำแร่ในสไตล์ธรรมชาติญี่ปุ่น เพื่อผ่อนคลายความเมื่อยล้าและจำทำให้เลือดลมหมุนเวียนดี ผิวพรรณสดใส สุขภาพดี และยังผ่อนคลายความเครียดอีกด้วย การแช่ออนเซ็น นั้นจะห้ามใส่เสื้อผ้าลงบ่อออนเซ็น ภายในห้องพักจะมีชุดยูกาตะ และผ้าขนหนูเตรียมไว้ให้ และสามารถนำผ้าขนหนูผืนเล็กเข้าไปเท่านั้น และก่อนลงบ่อต้องอาบน้ำชำระร่างกายก่อน จึงลงไปแช่ ควรแช่ประมาณ 10-15 นาที แล้วขึ้นมาล้างตัวอีกครั้ง เพราะในบ่อน้ำจะมีความร้อนพอสมควร เสร็จแล้วจึงลงไปแช่อีกรอบ ประมาณ 10-15 นาที เหมือนเดิม แล้วขึ้นมาไม่ต้องล้างตัว ปล่อยให้น้ำแร่ซึมเข้าผิวอย่างเต็มที่ แล้วจะรู้สึกผ่อนคลายจากความเมื่อยล้า และความเครียดได้ดีทีเดียวค่ะ โรงแรมที่พักของเราคืนนี้ คือ โรงแรม JIRAGONNO HOTEL

 

ภายในห้องพัก
หลังจากที่เก็บสัมภาระเรียบร้อยแล้ว อย่าลืมลงไปแช่ออนเซ็นกันนะค่ะ คืนนี้หลับฝันดี ราตรีสวัสดิ์ค่ะ

 


 

 

  • ลงทะเบียนเพื่อรับข่าวสาร

    ลงทะเบียนเพื่อรับข่าวสารของเราเพื่อรับข้อเสนอหรือโปรโมชั่น